FTA คืออะไร รู้จัก Free Trade Agreement

รู้จัก FTA (Free Trade Agreement) สรุปประโยชน์และขั้นตอนการใช้สิทธิสำหรับผู้นำเข้า-ส่งออก

ในโลกการค้าระหว่างประเทศ เครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบคู่แข่งในตลาดโลกคือ “FTA (Free Trade Agreement)” หรือ “ความตกลงการค้าเสรี” ซึ่งเป็นกลไกทางเศรษฐกิจที่ช่วยลดอุปสรรคทางการค้า ทั้งด้านภาษีศุลกากรและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี

สำหรับผู้นำเข้าและผู้ส่งออก การเข้าใจโครงสร้าง FTA และการใช้สิทธิประโยชน์อย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า แต่ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการทำกำไรได้อย่างมหาศาล

1. FTA คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร?

FTA (Free Trade Agreement) คือ สนธิสัญญาหรือความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ 2 ประเทศขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดและยกเว้นภาษีศุลกากร (Import Duty) รวมถึงลดอุปสรรคทางการค้าและการบริการระหว่างกัน เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรีและเป็นธรรม

ประเภทของความตกลง FTA

2. ประโยชน์ของ FTA ต่อผู้นำเข้าและผู้ส่งออกไทย

  • ลดต้นทุนภาษีนำเข้า (Tax Savings): สินค้าหลายรายการที่ได้รับสิทธิ FTA จะมีอัตราภาษีนำเข้าลดลงเหลือ 0% หรือลดลงตามตารางการลดภาษีของแต่ละความตกลง
  • ขยายตลาดส่งออก: ผู้ส่งออกไทยสามารถเสนอราคาแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศที่ไม่มี FTA กับประเทศปลายทางได้ดีกว่า
  • สร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration): สามารถสะสมถิ่นกำเนิดสินค้า (Accumulation) ร่วมกับประเทศสมาชิก เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้าได้ง่ายขึ้น
  • อำนวยความสะดวกทางพิธีการศุลกากร: มีขั้นตอนตรวจปล่อยสินค้าที่รวดเร็วและลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่จำเป็น

3. ตารางสรุป FTA สำคัญที่ไทยเข้าร่วมและแบบหนังสือรับรอง (Form C/O)

ความตกลง FTAประเทศสมาชิกหลักฟอร์มหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O)
ATIGA / AFTA10 ประเทศอาเซียน (อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เวียดนาม ฯลฯ)Form D
ACFTAอาเซียน – จีนForm E
JTEPA / AJCEPไทย – ญี่ปุ่น / อาเซียน – ญี่ปุ่นForm JTEPA / Form AJ
AKFTAอาเซียน – เกาหลีใต้Form AK
RCEPอาเซียน 10 ประเทศ + จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์Form RCEP
TAFTAไทย – ออสเตรเลียForm TAFTA

4. ขั้นตอนการใช้สิทธิประโยชน์ FTA ในการนำเข้า-ส่งออก

การจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีอากรด้วย FTA ไม่ใช่เรื่องอัตโนมัติ แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและยื่นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายศุลกากร ดังนี้:

ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบพิกัดอัตราศุลกากร (HS Code)

ค้นหาพิกัด HS Code 8 หลัก ของสินค้าทั้งฝั่งประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้า เพื่อเช็กอัตราภาษีปกติ (MFN Rate) เปรียบเทียบกับอัตราภาษีสิทธิพิเศษตาม FTA

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin – ROO)

ยืนยันว่าสินค้าได้ถิ่นกำเนิดตามหลักเกณฑ์ของความตกลงนั้นๆ เช่น

  • WO (Wholly Obtained): สินค้าที่เกิดหรือผลิตขึ้นทั้งหมดในประเทศสมาชิก (เช่น สินค้าเกษตร)
  • CTH / CTSH (Change in Tariff Classification): สินค้าที่มีการเปลี่ยนพิกัดอัตราศุลกากรจากการแปรรูป
  • RVC (Regional Value Content): สินค้าที่มีสัดส่วนมูลค่าวัตถุดิบภายในภูมิภาคตามเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น RVC ≥ 40%)

ขั้นตอนที่ 3: ขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin)

ผู้ส่งออกยื่นขอออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) จากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานที่รับรอง

ขั้นตอนที่ 4: ยื่นใช้สิทธิกับกรมศุลกากรปลายทาง

ผู้นำเข้านำหนังสือรับรอง Form C/O (หรือ e-Form) ยื่นต่อศุลกากรในขั้นตอนการผ่านพิธีการศุลกากรเพื่อขอใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอากร

สรุป: วางแผนภาษีและใช้สิทธิ FTA อย่างมืออาชีพกับ Inter Trader Academy

การใช้สิทธิประโยชน์ FTA เป็นหัวใจสำคัญของการบริหารต้นทุนในธุรกิจนำเข้า-ส่งออกยุคใหม่ หากคำนวณพิกัดผิดพลาด หรือสำเนาหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าไม่ถูกต้อง อาจถูกศุลกากรเรียกประเมินภาษีย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

หากคุณต้องการเรียนรู้การเช็กพิกัด HS Code, กฎถิ่นกำเนิดสินค้า, เทคนิคการขอ Form C/O, พิธีการศุลกากร และการวางแผนสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร Inter Trader Academy มีหลักสูตรอบรมการนำเข้า-ส่งออกที่พร้อมเป็นที่ปรึกษาและส่งมอบความรู้ให้นำไปใช้ได้จริง

คอร์สเรียนนำเข้าส่งออก

Scroll to Top