ในธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะผลิตสินค้าเองเพื่อส่งออก บางธุรกิจเลือกใช้รูปแบบ Re-Export หรือ การนำเข้าสินค้าเพื่อส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการค้าที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทำธุรกิจระหว่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีโรงงานผลิตสินค้าเอง
Re-Export เป็นรูปแบบธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการค้า เชื่อมโยงสินค้าจากประเทศหนึ่งไปยังตลาดอีกประเทศหนึ่ง โดยอาศัยความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง เครือข่ายการค้า ต้นทุน หรือความเชี่ยวชาญด้านตลาดต่างประเทศ
บทความนี้จะอธิบายว่า Re-Export คืออะไร มีรูปแบบอย่างไร ขั้นตอนการดำเนินงาน รวมถึงข้อควรรู้สำหรับผู้ที่สนใจทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกต่อ
Re-Export คืออะไร?
Re-Export (รีเอ็กซ์พอร์ต) คือ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศเข้ามายังประเทศหนึ่ง แล้วส่งออกสินค้านั้นต่อไปยังประเทศปลายทางอีกประเทศหนึ่ง โดยสินค้านั้นอาจไม่ได้ผ่านกระบวนการผลิตหรือเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ
ตัวอย่างเช่น
- บริษัทไทยนำเข้าเครื่องจักรจากประเทศญี่ปุ่น แล้วส่งต่อไปขายให้ลูกค้าในประเทศเมียนมา
- บริษัทไทยนำเข้าโทรศัพท์มือถือจากจีน แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศลาว
- บริษัทสิงคโปร์นำเข้าสินค้าจากยุโรป แล้วส่งต่อไปยังประเทศในอาเซียน
ในกรณีนี้ ประเทศที่นำเข้าสินค้าเข้ามาและส่งออกต่อ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการค้า (Trading Hub)
Re-Export ต่างจาก Export ทั่วไปอย่างไร?
หลายคนอาจสับสนระหว่าง Export และ Re-Export ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้
Export (การส่งออก)
คือ การนำสินค้าที่ผลิตหรือจัดหาในประเทศหนึ่ง ส่งออกไปขายยังต่างประเทศ ยกตัวอย่าง โรงงานไทยผลิตอาหารแปรรูป และส่งออกไปขายที่ประเทศญี่ปุ่น ประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดสินค้า และเป็นผู้ส่งออกโดยตรง
Re-Export (การส่งออกต่อ)
คือ การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ แล้วส่งออกสินค้านั้นต่อไปยังประเทศอื่น เช่น บริษัทไทยนำเข้ากาแฟจากเวียดนาม แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศจีน ประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้ผลิตสินค้า แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าและผู้จัดการระบบการส่งออก
ทำไมธุรกิจจึงเลือกใช้ Re-Export?
Re-Export เป็นรูปแบบธุรกิจที่ได้รับความสนใจ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบหลายด้าน
1. ไม่จำเป็นต้องลงทุนด้านการผลิต
ผู้ประกอบการสามารถเริ่มธุรกิจระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องมีโรงงาน เครื่องจักร หรือทีมผลิตสินค้าเอง สิ่งสำคัญคือการมีความสามารถด้านการจัดหาสินค้า การตลาด และการบริหารซัพพลายเชน
2. ใช้ประโยชน์จากทำเลที่ตั้งของประเทศ
บางประเทศมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เช่น มีท่าเรือขนาดใหญ่ ระบบโลจิสติกส์ดี หรือเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ทำให้เหมาะสำหรับเป็นจุดพักและกระจายสินค้า
ประเทศไทยเองมีที่ตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาคอาเซียน จึงมีโอกาสในการทำธุรกิจ Re-Export ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม
3. เพิ่มโอกาสทางการค้า
บางครั้งผู้ซื้อในประเทศปลายทางไม่สามารถนำเข้าสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิตได้ง่าย ผู้ประกอบการ Re-Export จึงเข้ามาช่วยจัดการด้านการซื้อขาย การขนส่ง และเอกสารต่าง ๆ
ขั้นตอนการทำธุรกิจ Re-Export
การทำ Re-Export มีขั้นตอนสำคัญดังนี้
1. ศึกษาตลาดและเลือกสินค้า
ก่อนเริ่มต้น ควรวิเคราะห์ว่าสินค้าประเภทใดมีความต้องการในตลาดปลายทาง สิ่งที่ควรพิจารณา ได้แก่ ความต้องการของลูกค้า ราคาสินค้าในแต่ละประเทศ คู่แข่งในตลาด ต้นทุนการขนส่ง กฎระเบียบของประเทศปลายทาง สินค้าที่เหมาะกับ Re-Export มักเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูง หรือสินค้าที่บางประเทศเข้าถึงแหล่งผลิตได้ยาก
2. ค้นหาซัพพลายเออร์จากประเทศต้นทาง
หลังจากเลือกสินค้าแล้ว ต้องค้นหาผู้ขายหรือผู้ผลิตจากประเทศต้นทางควรตรวจสอบเรื่อง คุณภาพสินค้า ราคา กำลังการผลิต เงื่อนไขการชำระเงิน ระยะเวลาการส่งมอบ การเลือกซัพพลายเออร์ที่ดีมีผลโดยตรงต่อกำไรและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
3. ติดต่อและหาผู้ซื้อในประเทศปลายทาง
ผู้ประกอบการต้องมีตลาดรองรับก่อนนำเข้าสินค้า เพราะ Re-Export ส่วนใหญ่เป็นการบริหารคำสั่งซื้อระหว่างประเทศ ควรกำหนดให้ชัดเจน เช่น จำนวนสินค้า ราคาขาย เงื่อนไขการส่งมอบ วิธีการชำระเงิน ระยะเวลาการจัดส่ง
4. ดำเนินการนำเข้าสินค้า
เมื่อมีคำสั่งซื้อแล้ว ผู้ประกอบการต้องดำเนินการนำเข้าสินค้าจากประเทศต้นทาง ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่
- ติดต่อผู้ขาย
- จัดเตรียมการขนส่ง
- จัดเตรียมเอกสารนำเข้า
- ดำเนินพิธีการศุลกากร
- รับสินค้าเข้าประเทศ
รายละเอียดอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้าและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
5. ดำเนินการส่งออกต่อ
หลังจากนำเข้าสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการดำเนินการส่งออกไปยังประเทศปลายทาง สิ่งที่ต้องจัดการ ได้แก่
- การจัดเตรียมสินค้า
- การเลือกวิธีขนส่ง
- การจัดทำเอกสารส่งออก
- การดำเนินพิธีการศุลกากร
- การส่งมอบสินค้าให้ลูกค้า
ข้อควรรู้ก่อนทำธุรกิจ Re-Export
แม้ Re-Export จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจ แต่ผู้ประกอบการควรระวังเรื่องต่าง ๆ ดังนี้
1. ต้นทุนต้องคำนวณอย่างละเอียด
ต้นทุนไม่ได้มีเพียงราคาสินค้า แต่รวมถึง ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ภาษีนำเข้า ค่าดำเนินพิธีการ ค่าเก็บสินค้า ค่าใช้จ่ายในการส่งออกต่อ หากคำนวณไม่ครบ อาจทำให้กำไรลดลงหรือขาดทุนได้
2. ต้องเข้าใจกฎระเบียบของหลายประเทศ
Re-Export เกี่ยวข้องกับอย่างน้อย 2 ประเทศ คือ ประเทศต้นทาง และ ประเทศปลายทาง ดังนั้นต้องตรวจสอบข้อกำหนดของทั้งสองฝ่าย เช่น ใบอนุญาตนำเข้า มาตรฐานสินค้า และข้อจำกัดทางการค้า
3. ต้องบริหารความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์
ความล่าช้าในการขนส่ง ปัญหาศุลกากร หรือสินค้าเสียหาย อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับลูกค้า จึงควรเลือกผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่มีประสบการณ์ด้านการค้าระหว่างประเทศ
สรุปโอกาส Re-Export สำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่
Re-Export คือรูปแบบธุรกิจที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดโลกโดยไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าเอง เพียงมีความสามารถในการจัดหาสินค้า บริหารการนำเข้า และส่งออกต่ออย่างมีระบบ
ความสำเร็จของธุรกิจ Re-Export ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น การเลือกสินค้า การเลือกซัพพลายเออร์ การควบคุมต้นทุน ความเข้าใจกฎระเบียบ และการบริหารโลจิสติกส์
สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจนำเข้า–ส่งออก Re-Export ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะสามารถสร้างโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ และต่อยอดไปสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายระดับภูมิภาคได้
