การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ส่งออก

การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้นำเข้าส่งออก สรุปขั้นตอนและเงื่อนไขที่ต้องรู้

ในการดำเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ปัจจัยเรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ถือเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงิน (Cash Flow) ของบริษัทอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ทำทั้งการนำเข้าวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาขาย และการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ

การทำความเข้าใจกลไก การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้นำเข้าส่งออก จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนภาษีได้อย่างถูกต้อง รักษาสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย และสามารถดึงเงินภาษีซื้อที่จ่ายไปกลับคืนมาหมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว

1. กลไกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในฝั่งนำเข้า vs ฝั่งส่งออก

เพื่อเข้าใจการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ต้องมองแยกเป็น 2 ฝั่งดังนี้:

  • ฝั่งการนำเข้า (Import – VAT 7%): เมื่อนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบเข้ามาในประเทศไทย ผู้นำเข้ามีหน้าที่ต้องชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ให้แก่กรมศุลกากร (ทำหน้าที่เก็บแทนกรมสรรพากร) ณ วันที่ตรวจปล่อยสินค้า ซึ่งเงินส่วนนี้ถือเป็น “ภาษีซื้อ” (Input Tax) ของผู้นำเข้า
  • ฝั่งการส่งออก (Export – VAT 0%): ตามประมวลรัษฎากร การส่งออกสินค้าออกนอกราชอาณาจักรได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มใน อัตราร้อยละ 0 (0% VAT Rate) ส่งผลให้ผู้ส่งออกไม่ต้องเรียกเก็บ “ภาษีขาย” (Output Tax) จากลูกค้าต่างประเทศ

2. ทำไมผู้นำเข้า-ส่งออกถึงเกิดสิทธิ “ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม”?

สิทธิในการขอคืนภาษีจะเกิดขึ้นเมื่อ ภาษีซื้อ > ภาษีขาย ในรอบเดือนภาษั้นๆ ซึ่งพบบ่อยใน 2 กรณีหลัก:

  1. ผู้ส่งออกสินค้า (Export Only): นำเข้าวัตถุดิบ/ซื้อสินค้าในประเทศเสีย VAT 7% (ภาษีซื้อ) แต่เวลาส่งออกขายได้ VAT 0% (ภาษีขาย = 0) ทำให้มีภาษีซื้อส่วนเกินคงเหลือ จึงมีสิทธิขอคืนเงินสดจากกรมสรรพากรเต็มจำนวน
  2. ผู้นำเข้าและขายต่อ (Import & Trading): นำเข้าสินค้าเสีย VAT 7% ณ กรมศุลกากร แต่เมื่อนำมาขายต่อในประเทศ ภาษีซื้อที่จ่ายไปตอนนำเข้าสามารถนำมา หักออกจากภาษีขาย ที่เก็บจากลูกค้าได้ หากเดือนใดภาษีซื้อจากการนำเข้าสูงกว่าภาษีขาย ก็สามารถยื่นขอคืนหรือเครดิตยกไปเดือนถัดไปได้

3. เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ยื่นขอคืน VAT นำเข้า-ส่งออก

การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากรจำเป็นต้องมีเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องสมบูรณ์เพื่อรองรับการตรวจสอบ:

4. ข้อควรระวังและเทคนิคการขอคืน VAT ให้ผ่านง่าย

  1. กระทบยอดเลขใบขนฯ ให้ตรงกับ ภ.พ.30: ยอดมูลค่าสินค้านำเข้าและส่งออกในแบบยื่นภาษี ต้องตรงกับตัวเลขที่สำแดงต่อกรมศุลกากรทุกประการ
  2. ตรวจสอบชื่อ-ที่อยู่บนเอกสารศุลกากร: ชื่อบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และที่อยู่บนใบขนสินค้าขาเข้า/ขาออก ต้องถูกต้องตรงกับใบจดทะเบียน ภ.พ.20
  3. จัดเก็บหลักฐานการรับชำระเงินต่างประเทศ: สรรพากรมักขอดู Credit Advice จากธนาคารเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นการส่งออกจริงและได้รับเงินจริง

สรุป: บริหารภาษีนำเข้า-ส่งออกอย่างมืออาชีพกับ Inter Trader Academy

การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้นำเข้าส่งออก เป็นสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ธุรกิจ แต่ต้องอาศัยความแม่นยำในการทำเอกสารทั้งฝั่งศุลกากรและฝั่งสรรพากร

หากคุณต้องการเรียนรู้การวางแผนภาษีนำเข้า-ส่งออก การขอคืนภาษี VAT, การใช้สิทธิประโยชน์ทางศุลกากร (Re-Export, Free Zone, BOI, มาตรา 29) ตลอดจนขั้นตอนพิธีการศุลกากรอย่างถูกต้อง Inter Trader Academy มีหลักสูตรอบรมการนำเข้า-ส่งออกที่พร้อมเป็นที่ปรึกษาและส่งมอบความรู้ให้นำไปใช้ได้จริง

คอร์สเรียนนำเข้าส่งออก

Scroll to Top