ในการทำธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้า การตกลงเรื่องเงื่อนไขการส่งมอบสินค้า หรือ Incoterms (International Commercial Terms) ถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงในจุดใดบ้าง One of the most popular terms is CIF
สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจการค้าโลก การทำความเข้าใจข้อตกลง CIF อย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณคำนวณต้นทุนสินค้า ควบคุมค่าใช้จ่าย และป้องกันความเสี่ยงจากอุบัติเหตุระหว่างการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
CIF ย่อมาจากอะไร?
CIF ย่อมาจาก Cost, Insurance, and Freight ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ราคาสินค้า รวมค่าประกันภัย และค่าระวางขนส่ง”
เงื่อนไข CIF เป็นข้อตกลงที่ใช้เฉพาะ การขนส่งทางน้ำ (ทางทะเลหรือทางน้ำภายในประเทศ) เท่านั้น โดยผู้ขายจะมีภาระหน้าที่ในการจัดเตรียมสินค้า ชำระค่าระวางเรือเพื่อส่งสินค้าไปยังท่าเรือปลายทาง และต้องจัดทำประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลให้แก่ผู้ซื้อด้วย
หน้าที่และความรับผิดชอบตามเงื่อนไข CIF
การค้าขายภายใต้เงื่อนไข CIF มีการแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจนระหว่างผู้ขาย (Exporter) และผู้ซื้อ (Importer) ดังนี้
1. หน้าที่ของผู้ขาย (Seller / Exporter)
- การจัดส่งสินค้าและพิธีการศุลกากรขาออก: จัดหาและบรรจุสินค้า ดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรส่งออกในประเทศต้นทาง
- ค่าระวางเรือ (Freight): ชำระค่าขนส่งทางเรือจากท่าเรือต้นทางไปยังท่าเรือปลายทางตามที่ตกลงกัน
- การจัดทำประกันภัย (Insurance): จัดหาและชำระค่าเบี้ยประกันภัยการขนส่งสินค้า โดยวงเงินประกันขั้นต่ำต้องคุ้มครองราคา CIF + 10%
- การส่งมอบ: โหลดสินค้าลงเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง
2. หน้าที่ของผู้ซื้อ (Buyer / Importer)
- การรับมอบสินค้าและพิธีการศุลกากรขาเข้า: ดำเนินการผ่านพิธีการศุลกากรนำเข้าในประเทศปลายทาง ชำระภาษีอากรนำเข้า (Import Duty) และ VAT
- ค่าใช้จ่าย ณ ท่าเรือปลายทาง: ชำระค่าธรรมเนียมท่าเรือปลายทาง (Destination Terminal Handling Charges) ค่าขนส่งสินค้าจากท่าเรือไปยังคลังสินค้าของตนเอง
- รับความเสี่ยงเมื่อสินค้าลงเรือ: ความเสี่ยงต่อการสูญหายหรือเสียหายของสินค้าจะโอนจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ ทันทีที่สินค้าถูกโหลดขึ้นเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง
จุดเปลี่ยนความเสี่ยง (Transfer of Risk) vs จุดเปลี่ยนค่าใช้จ่าย
สิ่งที่มือใหม่มักสับสนในเทอม CIF คือเรื่อง ความเสี่ยง และ ค่าใช้จ่าย ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนมือในจุดเดียวกัน
- จุดเปลี่ยนค่าใช้จ่าย: ผู้ขายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายไปจนถึง ท่าเรือปลายทาง (ค่าเรือ + ค่าประกัน)
- จุดเปลี่ยนความเสี่ยง: ความเสี่ยงโอนไปยังผู้ซื้อตั้งแต่ สินค้าอยู่บนเรือ ณ ท่าเรือต้นทาง
ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุสินค้าน้ำเข้าเรือหรือสูญหายกลางทะเล ผู้ซื้อจะเป็นผู้ดำเนินการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยโดยใช้กรมธรรม์ที่ผู้ขายจัดทำไว้ให้
การนำค่า CIF ไปใช้คำนวณภาษีศุลกากรในประเทศไทย
กรมศุลกากรของประเทศไทยใช้ ราคา CIF เป็นฐานในการคำนวณภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร
สูตรการคำนวณภาษีศุลกากรเบื้องต้น:
- อากรขาเข้า = ราคา CIF x อัตราอากรขาเข้า (%)
- ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม = ราคา CIF + อากรขาเข้า
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) = ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม x 7%
หากสัญญาการสั่งซื้อของคุณไม่ใช่เทอม CIF (เช่น เป็นเทอม FOB) เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะทำการบวกราคาประเมินค่าขนส่งและค่าประกันภัยเข้าไป เพื่อปรับให้เป็นราคา CIF ก่อนคำนวณภาษีเสมอ
ข้อดีและข้อเสียของเทอม CIF
| หัวข้อ | ข้อดี | ข้อเสีย / ข้อควรระวัง |
| สำหรับผู้ซื้อ (Importer) | • สะดวก ไม่ต้องติดต่อเรือและประกันภัยเอง • วางแผนต้นทุนสินค้าง่ายขึ้น | • ควบคุมเวลาการส่งไม่ได้ • ผู้ขายอาจบวกกำไรในค่าเรือ/ประกัน • ความคุ้มครองประกันภัยอาจเป็นแบบขั้นต่ำ |
| สำหรับผู้ขาย (Exporter) | • ควบคุมการจัดส่งได้เอง • สร้างมูลค่าเพิ่มให้การบริการได้ | • สำรองจ่ายค่าเรือและค่าประกันก่อน • ต้องรับผิดชอบความยุ่งยากหากเรือล่าช้า |
สรุปบทเรียนสำหรับผู้นำเข้า-ส่งออก
เทอม CIF เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้นำเข้ารายใหม่ที่ยังไม่มีคอนเนกชันกับบริษัทสายการเรือ หรือยังไม่คุ้นเคยกับการจัดซื้อประกันภัยขนส่งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรตรวจสอบรายละเอียดกรมธรรม์ประกันภัยที่ผู้ขายจัดหาให้อย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าครอบคลุมความเสี่ยงของประเภทสินค้านั้นๆ
หากคุณต้องการก้าวสู่วงการการค้าต่างประเทศอย่างมั่นใจ และเข้าใจเทอมการส่งมอบ Incoterms ทั้ง 11 เทอมอย่างเจาะลึก Inter Trader Academy มีคอร์สเรียนนำเข้า-ส่งออกที่ออกแบบมาเพื่อผู้ประกอบการและผู้เริ่มต้นโดยเฉพาะ สอนโดยผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมจริง.

