การนำเข้าสินค้าอันตราย (Dangerous Goods) คืออะไร? ขั้นตอน เอกสาร และข้อควรรู้
การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศไม่ได้มีเฉพาะสินค้าทั่วไป เช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังมีสินค้าบางประเภทที่ถูกจัดเป็น สินค้าอันตราย หรือ Dangerous Goods (DG) ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัย การบรรจุ การติดฉลาก การขนส่ง และเอกสารที่เข้มงวดกว่าสินค้าทั่วไป
ตัวอย่างสินค้าที่อาจเข้าข่าย Dangerous Goods ได้แก่ สารเคมีบางชนิด สีและสารเคลือบ บางประเภทของแบตเตอรี่ น้ำหอม สารไวไฟ ก๊าซ สารกัดกร่อน สารออกซิไดซ์ และสินค้าอื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเป็นอันตราย
สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรดูจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว ว่าสินค้านั้นเป็น Dangerous Goods หรือไม่ เพราะการจัดประเภทขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของสารหรือสินค้า และข้อกำหนดของรูปแบบการขนส่งที่ใช้
IATA ระบุว่าผู้ส่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดประเภท Dangerous Goods ให้ถูกต้องสำหรับการขนส่งทางอากาศ และควรขอข้อมูลการจำแนกจากผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่ายเมื่อจำเป็น
Dangerous Goods คืออะไร?
Dangerous Goods หมายถึง สินค้า สาร หรือสิ่งของที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อคน ทรัพย์สิน สิ่งแวดล้อม หรือวิธีการขนส่ง หากมีการจัดการ บรรจุ หรือขนส่งไม่ถูกต้อง
องค์การสหประชาชาติได้พัฒนากรอบมาตรฐานสำหรับการจำแนกและขนส่งสินค้าอันตราย ซึ่งครอบคลุมเรื่องการจำแนกประเภท การบรรจุ การทำเครื่องหมาย ฉลาก และเอกสารที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น การนำเข้าสินค้าอันตรายจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการนำสินค้าเข้าประเทศเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาตั้งแต่ สินค้า → การจำแนกประเภท → บรรจุภัณฑ์ → ฉลาก → เอกสาร → การขนส่ง → การนำเข้า → การจัดเก็บ
ประเภทของสินค้าอันตราย
ระบบการขนส่งสินค้าอันตรายแบ่งสินค้าออกเป็นหลาย Class ตามลักษณะความเสี่ยง เช่น
Class 1 – Explosives วัตถุระเบิด
Class 2 – Gases ก๊าซ เช่น ก๊าซไวไฟ ก๊าซไม่ไวไฟ หรือก๊าซพิษ
Class 3 – Flammable Liquids ของเหลวไวไฟ เช่น ของเหลวบางประเภทที่มีจุดวาบไฟต่ำ
Class 4 – Flammable Solids ของแข็งไวไฟ สารที่อาจลุกไหม้ได้เอง หรือสารที่สัมผัสน้ำแล้วให้ก๊าซไวไฟ
Class 5 – Oxidizing Substances and Organic Peroxides สารออกซิไดซ์และสารอินทรีย์เปอร์ออกไซด์
Class 6 – Toxic and Infectious Substances สารพิษและสารติดเชื้อ
Class 7 – Radioactive Material วัสดุกัมมันตรังสี
Class 8 – Corrosive Substances สารกัดกร่อน เช่น กรดหรือด่างบางประเภท
Class 9 – Miscellaneous Dangerous Goods สินค้าอันตรายประเภทอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ใน Class ข้างต้น เช่น สินค้าบางประเภทที่มีแบตเตอรี่ลิเธียม
การจำแนกประเภทอย่างถูกต้องมีความสำคัญมาก เพราะมีผลต่อวิธีบรรจุ การติดฉลาก การจัดเก็บ และการขนส่ง
สินค้าทั่วไปอะไรบ้างที่อาจเป็น Dangerous Goods?
หลายคนเข้าใจว่าสินค้าอันตรายต้องเป็นสารเคมีรุนแรงเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วสินค้าที่พบในชีวิตประจำวันบางอย่างก็อาจถูกจัดเป็น Dangerous Goods สำหรับการขนส่งได้ ตัวอย่างเช่น
- แบตเตอรี่ลิเธียม
- น้ำหอมบางชนิด
- สี
- กาว
- สารทำความสะอาดบางประเภท
- สารเคมี
- กระป๋องสเปรย์
- ก๊าซ
- ตัวทำละลาย
- เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่
- สารที่มีคุณสมบัติกัดกร่อน
IATA ระบุว่าของใช้ในชีวิตประจำวันหลายชนิดอาจเข้าข่าย Dangerous Goods เมื่อพิจารณาเพื่อการขนส่งทางอากาศ ดังนั้น หากไม่แน่ใจ ควรตรวจสอบข้อมูลจากผู้ผลิตและเอกสารของสินค้า เช่น Safety Data Sheet (SDS) ก่อนทำการนำเข้า
ก่อนนำเข้าสินค้าอันตรายต้องตรวจสอบอะไร?
1. ตรวจสอบว่าสินค้าเป็น Dangerous Goods หรือไม่
ขั้นตอนแรกคือการจำแนกสินค้าให้ถูกต้อง ข้อมูลที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
- ชื่อสารหรือสินค้า
- ส่วนประกอบ
- คุณสมบัติทางเคมี
- ความเข้มข้น
- จุดวาบไฟ
- ความเป็นพิษ
- ความกัดกร่อน
- ปฏิกิริยากับสารอื่น
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ให้บริการขนส่งสามารถพิจารณาการจัดประเภทได้
2. ขอ SDS จากผู้ขาย
SDS หรือ Safety Data Sheet เป็นเอกสารสำคัญสำหรับสินค้าประเภทสารเคมีและสินค้าที่มีความเสี่ยง ผู้นำเข้าควรขอ SDS จากผู้ผลิตหรือผู้ขายตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ ข้อมูลใน SDS สามารถช่วยให้ทราบคุณสมบัติของสินค้า อันตราย วิธีจัดการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง
อย่างไรก็ตาม SDS ไม่ได้หมายความว่าใช้แทนเอกสารการขนส่ง Dangerous Goods ได้ทุกกรณี เพราะเอกสารที่ต้องใช้จริงขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและรูปแบบการขนส่ง
UN Number คืออะไร?
อีกคำหนึ่งที่ผู้ทำธุรกิจนำเข้าส่งออกควรรู้จักคือ UN Number
UN Number เป็นหมายเลขที่ใช้ระบุสินค้าอันตรายตามระบบของสหประชาชาติ เช่น สารหรือสินค้าอันตรายแต่ละรายการอาจมีหมายเลข UN ที่ใช้ในการระบุสำหรับการขนส่ง
ข้อมูล UN Number มีความสำคัญต่อการเตรียมเอกสาร การบรรจุ และการติดฉลาก ดังนั้นในการสอบถาม Freight Forwarder หรือสายเรือ/สายการบินเกี่ยวกับสินค้า Dangerous Goods มักต้องมีข้อมูลสินค้าอย่างเพียงพอเพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อกำหนดได้
การบรรจุสินค้าอันตราย
สินค้า Dangerous Goods ไม่สามารถนำไปใส่กล่องทั่วไปแล้วส่งออกได้เสมอไป บรรจุภัณฑ์ต้องเหมาะสมกับประเภทและระดับความเสี่ยงของสินค้า และในบางกรณีต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ผ่านข้อกำหนดหรือการทดสอบที่กำหนด
มาตรฐานของ UN ครอบคลุมทั้งการจำแนกประเภท การก่อสร้างและทดสอบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงขั้นตอนการทำเครื่องหมาย ฉลาก และเอกสาร ดังนั้นผู้นำเข้าควรสอบถามผู้ผลิตและ Freight Forwarder ก่อนส่งสินค้า ไม่ควรเลือกบรรจุภัณฑ์เองโดยไม่ตรวจสอบข้อกำหนด
การติดฉลากและเครื่องหมาย
สินค้าอันตรายต้องมีการทำ Marks และ Label ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ฉลากช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทราบว่าสินค้ามีอันตรายประเภทใด และต้องจัดการอย่างไร ตัวอย่างเช่น ฉลากอาจสื่อถึง
- สารไวไฟ
- สารกัดกร่อน
- สารพิษ
- สารออกซิไดซ์
- ก๊าซ
- วัสดุกัมมันตรังสี
- สินค้าอันตรายประเภทอื่น
UNECE ระบุว่าเครื่องหมายและฉลากสำหรับการขนส่ง Dangerous Goods มีข้อกำหนดเฉพาะ และบางประเภทแตกต่างจากสัญลักษณ์ GHS ที่ใช้ในการสื่อสารอันตรายของสารเคมีในบริบทอื่น
ดังนั้น อย่าสับสนระหว่าง GHS Label กับ Transport Dangerous Goods Label
การนำเข้าสินค้าอันตรายทางเรือ
หากนำเข้าสินค้า Dangerous Goods ทางทะเล จะต้องพิจารณาข้อกำหนดของ IMDG Code
IMDG Code เป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าอันตรายทางทะเล และครอบคลุมเรื่องการบรรจุ การขนส่งในตู้สินค้า การจัดวาง และการแยกสินค้าอันตรายที่เข้ากันไม่ได้
สำหรับการขนส่งทางทะเลจึงควรแจ้ง Freight Forwarder หรือสายเรือตั้งแต่ก่อนจองระวางว่าเป็น Dangerous Goods อย่ารอจนสินค้าถึงท่าเรือ เพราะหากเอกสารหรือการบรรจุไม่ถูกต้อง อาจทำให้เกิดความล่าช้าและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
การนำเข้าสินค้าอันตรายทางอากาศ
หากนำเข้าทางเครื่องบิน ต้องพิจารณาข้อกำหนดของ IATA Dangerous Goods Regulations (IATA DGR) IATA DGR ครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น
- การจำแนกประเภท
- Packing Instructions
- Packaging Specifications
- Marks and Labels
- Documentation
- Handling
- Training
IATA ระบุว่า DGR เป็นมาตรฐานสำคัญสำหรับผู้ส่งสินค้า สายการบิน Freight Forwarder และผู้เกี่ยวข้องกับการขนส่ง Dangerous Goods ทางอากาศ
สำหรับปี 2026 IATA DGR ฉบับที่ 67 มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2026 ถึง 31 ธันวาคม 2026
เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าอันตราย
เอกสารจริงจะแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ประเทศต้นทาง ประเทศปลายทาง และรูปแบบการขนส่ง แต่เอกสารที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading
- Air Waybill
- Safety Data Sheet (SDS)
- Dangerous Goods Declaration
- Certificate of Origin
- เอกสารหรือใบอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- เอกสารการจำแนกสินค้า
- เอกสารเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์
สำหรับการขนส่งทางอากาศ IATA ระบุถึงเอกสาร เช่น Shipper’s Declaration และ Air Waybill ในกระบวนการ Dangerous Goods
ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าอันตรายโดยสรุป
ผู้ประกอบการสามารถวางขั้นตอนเบื้องต้นได้ดังนี้
ขั้นที่ 1 – ขอข้อมูลสินค้า
ขอ SDS และข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ขาย
ขั้นที่ 2 – ตรวจสอบการจัดประเภท
ตรวจสอบว่าเป็น Dangerous Goods หรือไม่ และอยู่ใน Class ใด
ขั้นที่ 3 – ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ตรวจสอบว่าต้องมีใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานใดเพิ่มเติมหรือไม่
ขั้นที่ 4 – เลือกวิธีขนส่ง
พิจารณาว่าจะนำเข้าทางเรือ ทางอากาศ หรือรูปแบบอื่น
ขั้นที่ 5 – ตรวจสอบข้อกำหนดการขนส่ง
ทางเรือต้องพิจารณา IMDG Code ส่วนทางอากาศต้องพิจารณา IATA DGR และข้อกำหนดของสายการบิน
ขั้นที่ 6 – เตรียมบรรจุภัณฑ์และฉลาก
ดำเนินการตามข้อกำหนดของสินค้า
ขั้นที่ 7 – จัดเตรียมเอกสาร
เตรียมเอกสารทางการค้าและเอกสาร Dangerous Goods ที่เกี่ยวข้อง
ขั้นที่ 8 – แจ้ง Freight Forwarder ล่วงหน้า
แจ้งให้ผู้ให้บริการขนส่งทราบตั้งแต่ก่อนจองระวาง
ขั้นที่ 9 – ดำเนินพิธีการนำเข้า
เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย ต้องดำเนินพิธีการศุลกากรและปฏิบัติตามกฎหมายหรือข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้านั้น
ข้อควรระวังในการนำเข้าสินค้าอันตราย
สิ่งที่ผู้ประกอบการควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
1. อย่าปกปิดว่าเป็น Dangerous Goods การแจ้งประเภทสินค้าไม่ถูกต้องอาจสร้างความเสี่ยงต่อผู้ปฏิบัติงาน เครื่องบิน เรือ และสินค้าอื่น
2. อย่าใช้ข้อมูลจากสินค้าเพียงอย่างเดียว ควรตรวจสอบ SDS และข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ผลิต
3. อย่าใช้ฉลากแบบเดาสุ่ม Labels และ Marks ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดที่ใช้กับการขนส่ง
4. ตรวจสอบสายเรือหรือสายการบินก่อน สินค้า Dangerous Goods บางประเภทอาจมีข้อจำกัดเพิ่มเติมจากผู้ให้บริการ
5. ตรวจสอบกฎหมายไทยเพิ่มเติม สินค้าอันตรายบางชนิดอาจอยู่ภายใต้กฎหมายเฉพาะและอาจต้องมีใบอนุญาตหรือการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐก่อนนำเข้า
6. ตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดเสมอ ข้อกำหนด Dangerous Goods มีการปรับปรุงเป็นระยะ ตัวอย่างเช่น IATA DGR มีการออกฉบับใหม่เป็นประจำทุกปี
สรุปการนำเข้าสินค้าอันตราย
การนำเข้าสินค้าอันตราย หรือ Dangerous Goods ต้องให้ความสำคัญมากกว่าการนำเข้าสินค้าทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับทั้ง ความปลอดภัย การขนส่ง การบรรจุ การติดฉลาก เอกสาร และกฎหมายของประเทศปลายทาง
สิ่งที่ผู้นำเข้าควรจำให้ได้คือ
1. ตรวจสอบว่าสินค้าเป็น Dangerous Goods หรือไม่
2. ขอ SDS และข้อมูลทางเทคนิคจากผู้ผลิต
3. ตรวจสอบ UN Number และการจัดประเภท
4. ตรวจสอบ Class ของสินค้า
5. เตรียมบรรจุภัณฑ์และฉลากให้ถูกต้อง
6. เตรียมเอกสาร Dangerous Goods
7. แจ้ง Freight Forwarder / Carrier ตั้งแต่ก่อนขนส่ง
8. ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศไทยและประเทศต้นทาง/ปลายทาง
และที่สำคัญ กฎสำหรับ Dangerous Goods ไม่ได้เหมือนกันทุกช่องทางการขนส่ง โดยทางอากาศต้องพิจารณา IATA DGR ส่วนทางทะเลต้องพิจารณา IMDG Code รวมถึงกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเทศ
หมายเหตุ: บทความนี้เป็นความรู้เบื้องต้น ไม่ควรใช้แทนการตรวจสอบข้อกำหนดสำหรับสินค้ารายชนิด เนื่องจากข้อกำหนดอาจแตกต่างกันตามประเภทสินค้า ปริมาณ วิธีขนส่ง ประเทศต้นทาง–ปลายทาง และผู้ให้บริการขนส่ง ก่อนนำเข้าสินค้าอันตรายจริงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับหน่วยงานรัฐ ผู้ผลิต และสายเรือ/สายการบินหรือ Freight Forwarder ที่รับผิดชอบ
