Telegraphic Transfer (TT) คืออะไร? วิธีโอนเงินระหว่างประเทศสำหรับธุรกิจนำเข้าส่งออก

ในการทำธุรกิจนำเข้าส่งออก เรื่องหนึ่งที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจคือ การชำระเงินระหว่างประเทศ เพราะเมื่อซื้อสินค้าจากต่างประเทศหรือขายสินค้าให้ลูกค้าต่างประเทศ เราไม่สามารถใช้วิธีการชำระเงินแบบเดียวกับการซื้อขายภายในประเทศได้เสมอไป

หนึ่งในวิธีที่พบได้บ่อยคือ Telegraphic Transfer หรือ TT

คำว่า Telegraphic Transfer มักใช้เรียกการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบธนาคาร โดยผู้ซื้อสามารถโอนเงินจากบัญชีธนาคารของตนไปยังบัญชีของผู้ขายในต่างประเทศได้ สำหรับธุรกิจนำเข้าส่งออก TT เป็นวิธีชำระเงินที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา และสามารถนำไปใช้ได้ทั้งการ นำเข้า และ ส่งออก

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการควรเข้าใจว่า TT ไม่ได้หมายถึงเพียง “การโอนเงิน” เท่านั้น แต่ยังมีเรื่อง อัตราแลกเปลี่ยน ค่าธรรมเนียม ข้อมูลบัญชีธนาคาร ธนาคารตัวกลาง และความเสี่ยงของคู่ค้า ที่ต้องพิจารณาด้วย


Telegraphic Transfer (TT) คืออะไร?

Telegraphic Transfer หรือ TT คือการโอนเงินระหว่างธนาคารเพื่อชำระเงินให้ผู้รับในต่างประเทศ

ในทางปฏิบัติ ปัจจุบันการโอนเงินระหว่างประเทศไม่ได้หมายถึงการส่งเงินสดหรือธนบัตรข้ามประเทศ แต่เป็นการส่งคำสั่งหรือข้อความทางการเงินระหว่างสถาบันการเงิน เพื่อให้ธนาคารผู้รับดำเนินการเครดิตเงินเข้าบัญชีผู้รับตามขั้นตอนของระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น บริษัท A ในประเทศไทยสั่งซื้อสินค้าจากบริษัท B ในประเทศจีน ผู้ขายแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ผู้ซื้อ เช่น

  • ชื่อผู้รับเงิน
  • เลขที่บัญชี
  • ชื่อธนาคาร
  • ที่อยู่ธนาคาร
  • SWIFT/BIC Code
  • ชื่อธนาคารตัวกลาง หากจำเป็น

จากนั้นบริษัทไทยนำข้อมูลดังกล่าวไปทำรายการโอนเงินกับธนาคารในประเทศไทย ธนาคารไทยจะดำเนินการโอนเงินไปยังธนาคารของผู้ขายตามข้อมูลที่กำหนด เมื่อธนาคารปลายทางได้รับเงินและผ่านขั้นตอนตรวจสอบแล้ว เงินจึงถูกเครดิตเข้าบัญชีของผู้ขาย

TT กับ SWIFT เหมือนกันหรือไม่?

คำถามนี้พบได้บ่อยมากในธุรกิจนำเข้าส่งออก TT กับ SWIFT ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พูดแบบง่าย ๆ คือ

TT = วิธีหรือรูปแบบการโอนเงิน ส่วน SWIFT = เครือข่ายการส่งข้อความทางการเงินระหว่างสถาบันการเงิน

SWIFT อธิบายว่าเมื่อธนาคารส่งการชำระเงินระหว่างประเทศผ่านเครือข่าย SWIFT ธนาคารผู้ส่งจะส่งข้อความไปยังธนาคารผู้รับ จากนั้นธนาคารผู้รับจะดำเนินการตามขั้นตอนของประเทศและระบบธนาคารของตนก่อนนำเงินเข้าบัญชีผู้รับ ดังนั้น ในการค้าระหว่างประเทศ เราอาจได้ยินผู้ขายพูดว่า

“Please make payment by TT.”

และอาจส่งข้อมูล

“SWIFT/BIC: XXXXXXXX”

ให้กับผู้ซื้อ จึงไม่ควรเข้าใจว่า TT และ SWIFT เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ทั้งหมด

TT ใช้ในธุรกิจนำเข้าส่งออกอย่างไร?

Telegraphic Transfer สามารถนำมาใช้ในหลายรูปแบบ เช่น

1. ชำระเงินล่วงหน้า (Advanced Payment)

ผู้ซื้อโอนเงินให้ผู้ขายก่อนที่ผู้ขายจะผลิตหรือส่งสินค้า ตัวอย่างเช่น 30% Deposit + 70% Balance ผู้ซื้อโอน 30% ก่อนเริ่มผลิต และโอนอีก 70% ก่อนส่งสินค้า

2. ชำระเงินเต็มจำนวนก่อนส่งสินค้า

ผู้ขายอาจกำหนดให้ผู้ซื้อชำระเงิน 100% ก่อนส่งสินค้า โดยเฉพาะเมื่อเป็นลูกค้ารายใหม่

3. ชำระเงินส่วนที่เหลือหลังผลิตสินค้า

ผู้ซื้ออาจจ่ายเงินมัดจำก่อน แล้วชำระยอดคงเหลือเมื่อสินค้าเสร็จหรือก่อนจัดส่ง

4. รับชำระเงินจากลูกค้าต่างประเทศ

ผู้ส่งออกไทยสามารถแจ้งข้อมูลบัญชีธนาคารให้ลูกค้าต่างประเทศโอนเงินค่าสินค้าเข้ามาได้

ตัวอย่าง TT ในการนำเข้าสินค้า

สมมติบริษัทไทยต้องการนำเข้าสินค้าจากประเทศจีน มูลค่า USD 20,000 ผู้ขายแจ้งว่า Payment Term: 30% T/T in advance, 70% before shipment หมายความว่า

  • 30% = USD 6,000 จ่ายล่วงหน้า
  • 70% = USD 14,000 จ่ายก่อนส่งสินค้า

บริษัทไทยจึงต้องดำเนินการโอนเงินผ่านธนาคารตามข้อมูลที่ผู้ขายแจ้ง หลังจากผู้ขายได้รับเงินตามเงื่อนไข จึงดำเนินการผลิตหรือจัดส่งสินค้าตามข้อตกลง

ตัวอย่าง TT ในการส่งออกสินค้า

สมมติบริษัทไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐอเมริกา มูลค่า USD 10,000 บริษัทไทยตกลงกับลูกค้าว่า Payment Term: 100% T/T before shipment ลูกค้าต่างประเทศจึงต้องโอนเงิน USD 10,000 เข้าบัญชีของบริษัทไทยก่อน เมื่อบริษัทไทยได้รับเงินและตรวจสอบรายการเรียบร้อย จึงดำเนินการจัดส่งสินค้า

รูปแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงด้านการไม่ได้รับเงินของผู้ส่งออกได้มากกว่าการให้เครดิต แต่ในทางกลับกันอาจทำให้ผู้ซื้อมีความกังวลมากกว่า โดยเฉพาะหากเป็นคู่ค้ารายใหม่

ขั้นตอนการโอนเงินแบบ TT

โดยทั่วไปสามารถอธิบายขั้นตอนได้ดังนี้

ขั้นที่ 1 ตกลงเงื่อนไขการชำระเงิน

ผู้ซื้อและผู้ขายต้องตกลงกันก่อนว่าชำระกี่เปอร์เซ็นต์ ชำระเมื่อใด ใช้สกุลเงินอะไร ใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียม

ตัวอย่างเช่น 100% T/T Before Shipment หรือ 30% T/T Deposit + 70% Before Shipment

ขั้นที่ 2 ผู้ขายส่งข้อมูลบัญชีธนาคาร

ข้อมูลควรได้รับจากคู่ค้าโดยตรงและต้องตรวจสอบอย่างละเอียด ข้อมูลที่อาจต้องใช้ เช่น

  • Beneficiary Name
  • Beneficiary Account Number
  • Bank Name
  • Bank Address
  • SWIFT/BIC Code
  • Intermediary Bank
  • Bank Country
  • Payment Reference

รายละเอียดที่ต้องใช้จริงอาจแตกต่างกันตามธนาคารและประเทศปลายทาง

ขั้นที่ 3 ผู้ซื้อทำรายการโอนเงิน

ผู้ซื้อสามารถติดต่อธนาคารหรือใช้ช่องทางที่ธนาคารรองรับสำหรับการโอนเงินระหว่างประเทศ ธนาคารจะตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการตามขั้นตอนของธนาคาร

ขั้นที่ 4 ธนาคารดำเนินการชำระเงิน

ในธุรกรรมระหว่างประเทศ อาจมีธนาคารตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ขึ้นอยู่กับเส้นทางการชำระเงินและความสัมพันธ์ระหว่างธนาคาร ดังนั้นระยะเวลาที่เงินเข้าบัญชีปลายทางอาจแตกต่างกัน

ขั้นที่ 5 ผู้ขายตรวจสอบเงินเข้าบัญชี

เมื่อเงินถึงธนาคารปลายทางและผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ขายจะตรวจสอบว่าได้รับเงินตามจำนวนและสกุลเงินที่ตกลงกันหรือไม่

ข้อมูลอะไรที่ต้องใช้ในการทำ TT?

ผู้ประกอบการควรขอข้อมูลธนาคารจากคู่ค้าให้ครบถ้วน เช่น

  • Beneficiary Name ชื่อเจ้าของบัญชี
  • Account Number เลขที่บัญชี
  • Bank Name ชื่อธนาคาร
  • Bank Address ที่อยู่ธนาคาร
  • SWIFT/BIC Code รหัสที่ใช้ระบุธนาคารในธุรกรรมระหว่างประเทศ
  • Intermediary Bank ธนาคารตัวกลาง หากธุรกรรมนั้นต้องใช้
  • Payment Reference รายละเอียดอ้างอิง เช่น เลขที่ Invoice

สิ่งสำคัญคือควรตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้กับคู่ค้าโดยตรง

TT มีค่าธรรมเนียมหรือไม่?

การโอนเงินระหว่างประเทศอาจมีค่าธรรมเนียมหลายส่วน เช่น

  • ค่าธรรมเนียมธนาคารผู้โอน
  • ค่าธรรมเนียมธนาคารตัวกลาง
  • ค่าธรรมเนียมธนาคารผู้รับ
  • ค่าแปลงสกุลเงิน

ดังนั้นการตกลงว่า “ผู้ซื้อโอน USD 10,000” ไม่ได้แปลว่าผู้ขายจะได้รับเงินสุทธิ USD 10,000 เสมอไป คู่ค้าจึงควรตกลงกันว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง

OUR, SHA และ BEN คืออะไร?

ในการโอนเงินระหว่างประเทศอาจพบคำว่า OUR, SHA และ BEN

  • OUR ผู้โอนเป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด เพื่อให้ผู้รับได้รับเงินตามจำนวนที่กำหนดมากที่สุด
  • SHA ค่าธรรมเนียมถูกแบ่งกันระหว่างผู้โอนและผู้รับตามโครงสร้างค่าธรรมเนียมของธนาคารที่เกี่ยวข้อง
  • BEN ค่าธรรมเนียมถูกเรียกเก็บจากจำนวนเงินที่ผู้รับจะได้รับ

อย่างไรก็ตาม การแสดงผลและรายละเอียดค่าธรรมเนียมอาจแตกต่างกันตามธนาคาร ประเทศ และเส้นทางการชำระเงิน ดังนั้นควรตรวจสอบกับธนาคารก่อนทำรายการจริง

ข้อดีของ Telegraphic Transfer

  1. ขั้นตอนไม่ซับซ้อนมาก เมื่อเทียบกับวิธีการชำระเงินที่มีเอกสารและเงื่อนไขจำนวนมาก TT เป็นวิธีที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ประกอบการ
  2. ใช้ได้ทั้งนำเข้าและส่งออก ผู้ซื้อสามารถใช้ TT เพื่อชำระเงินให้ผู้ขาย และผู้ส่งออกสามารถรับเงินจากลูกค้าต่างประเทศผ่านการโอนเงินระหว่างประเทศ
  3. เหมาะกับคู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เมื่อผู้ซื้อและผู้ขายรู้จักและเชื่อถือกันแล้ว TT เป็นทางเลือกที่สะดวก
  4. สามารถกำหนดรูปแบบการชำระเงินได้ เช่น 100% ก่อนส่ง / 30% + 70% / 50% + 50% หรือชำระตามงวด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างคู่ค้า

ข้อจำกัดและความเสี่ยงของ TT

แม้ TT จะสะดวก แต่ก็มีความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการต้องระวัง

  • ความเสี่ยงของผู้นำเข้า หากผู้นำเข้าโอนเงินล่วงหน้าให้ผู้ขายที่ไม่รู้จักดีพอ แล้วผู้ขายไม่ส่งสินค้า ผู้นำเข้าอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการติดตามเงินคืน
  • ความเสี่ยงของผู้ส่งออก หากผู้ส่งออกส่งสินค้าไปก่อนแล้วให้ลูกค้าชำระเงินภายหลัง ผู้ซื้ออาจไม่ชำระเงินตามกำหนด

ดังนั้น TT ไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงทางการค้าหมดไป ความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นฝ่ายโอนเงินก่อน และคู่ค้ามีความน่าเชื่อถือเพียงใด

TT ต่างจาก L/C อย่างไร?

ผู้เริ่มต้นนำเข้าส่งออกมักสับสนระหว่าง TT กับ L/C

หัวข้อTTL/C
ลักษณะโอนเงินผ่านธนาคารLetter of Credit
ความซับซ้อนโดยทั่วไปง่ายกว่ามีเงื่อนไขและเอกสารมากกว่า
ธนาคารรับประกันการชำระเงินไม่ใช่โดยอัตโนมัติมีภาระตาม L/C ภายใต้เงื่อนไข
ค่าใช้จ่ายโดยทั่วไปต่ำกว่าโดยทั่วไปมีค่าใช้จ่ายมากกว่า
ความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ Payment Termมีโครงสร้างช่วยจัดการความเสี่ยงตามเงื่อนไข L/C

ดังนั้น ไม่ควรสรุปว่า TT ดีกว่า L/C หรือ L/C ดีกว่า TT แต่ควรเลือกวิธีที่เหมาะกับ

  • คู่ค้า
  • ประเทศ
  • มูลค่าการซื้อขาย
  • ความเสี่ยง
  • อำนาจต่อรอง
  • ความต้องการด้านเงินทุน

TT ต่างจาก D/P และ D/A อย่างไร?

นี่เป็นอีกจุดที่ผู้ประกอบการควรแยกให้ออก TT เป็นการโอนเงินผ่านธนาคารตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน

ส่วน D/P และ D/A เป็นรูปแบบของ Documentary Collection ที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบเอกสารผ่านธนาคารตามเงื่อนไข ตัวอย่างเช่น T/T 100% Before Shipment ผู้ซื้อโอนเงินก่อน แล้วผู้ขายส่งสินค้า แต่ D/P ผู้ขายส่งสินค้าและส่งเอกสารเข้าระบบ Collection โดยผู้ซื้อจะได้รับเอกสารตามเงื่อนไขเมื่อชำระเงิน จึงไม่ควรนำ TT, D/P และ D/A มาใช้แทนกัน

ข้อควรระวังในการชำระเงินด้วย TT

1. ตรวจสอบบัญชีธนาคารให้ละเอียด

ความผิดพลาดของชื่อผู้รับ เลขบัญชี หรือข้อมูลธนาคารอาจทำให้การชำระเงินล่าช้าหรือเกิดปัญหาได้ SWIFT ระบุว่าข้อมูลผู้รับที่ผิดหรือไม่ครบเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้การชำระเงินระหว่างประเทศเกิดความล่าช้าหรือมีปัญหา

2. ระวังการเปลี่ยนบัญชีแบบกะทันหัน

หากคู่ค้าแจ้งว่า “เปลี่ยนบัญชีธนาคาร” ผ่านอีเมล ควรตรวจสอบกับผู้ติดต่อเดิมผ่านช่องทางอื่นก่อนโอนเงิน

3. ตรวจสอบชื่อบัญชีให้ตรงกับคู่ค้า

อย่าโอนเงินเข้าบัญชีบุคคลหรือบริษัทอื่นโดยไม่มีเหตุผลและเอกสารรองรับ

4. ตรวจสอบสกุลเงิน

Invoice อาจระบุ USD แต่คู่ค้าอาจมีบัญชีรับเงินหลายสกุล ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าจะโอนสกุลเงินใด

5. ตกลงเรื่องค่าธรรมเนียม

ควรตกลงตั้งแต่ต้นว่าใครรับผิดชอบค่าธรรมเนียม

6. เก็บหลักฐานการโอนเงิน

หลังโอนเงินควรเก็บหลักฐาน เช่น ใบยืนยันการโอนหรือเอกสารจากธนาคาร เพื่อใช้ตรวจสอบและอ้างอิงกับคู่ค้า

การโอนเงินต่างประเทศในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย การซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน หรือโอนเงินตราต่างประเทศต้องดำเนินการผ่านผู้ที่ได้รับอนุญาตตามกฎเกณฑ์ด้านการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินของไทย เช่น ธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับใบอนุญาตด้านเงินตราต่างประเทศ

ดังนั้น หากทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ผู้ประกอบการควรตรวจสอบกับธนาคารเกี่ยวกับเอกสารและหลักเกณฑ์ที่ใช้กับธุรกรรมของตน โดยเฉพาะธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงหรือมีลักษณะเฉพาะ

นอกจากนี้ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการโอนเงินระหว่างประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จึงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารผู้ให้บริการก่อนทำธุรกรรมจริง

สรุป Telegraphic Transfer (TT)

Telegraphic Transfer หรือ TT คือวิธีการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบธนาคาร ซึ่งเป็นวิธีที่ธุรกิจนำเข้าส่งออกนิยมใช้ในการชำระเงินค่าสินค้าและบริการ

สิ่งที่ควรจำมีดังนี้

TT = การโอนเงินระหว่างประเทศ

SWIFT = เครือข่ายการส่งข้อความทางการเงินระหว่างสถาบันการเงิน

TT สามารถกำหนดเงื่อนไขได้หลายรูปแบบ เช่น

  • 100% T/T Before Shipment
  • 30% T/T Deposit + 70% Before Shipment
  • ชำระตามงวด
  • ชำระภายหลังตามข้อตกลง

แต่การใช้ TT ไม่ได้หมายความว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะไม่มีความเสี่ยง เพราะความเสี่ยงขึ้นอยู่กับ Payment Term ความน่าเชื่อถือของคู่ค้า มูลค่าการซื้อขาย และเงื่อนไขทางการค้า

สำหรับผู้เริ่มต้นนำเข้าส่งออก ก่อนโอนเงินทุกครั้งควรตรวจสอบ ชื่อผู้รับ เลขบัญชี SWIFT/BIC สกุลเงิน ธนาคารตัวกลาง ค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการชำระเงิน ให้ครบถ้วน

ที่สำคัญ หากคู่ค้ามีการเปลี่ยนบัญชีรับเงิน ควรตรวจสอบกับคู่ค้าโดยตรงผ่านช่องทางที่เชื่อถือได้ก่อนโอนเงิน เพราะความผิดพลาดของข้อมูลผู้รับสามารถทำให้ธุรกรรมระหว่างประเทศล่าช้าหรือเกิดปัญหาได้

Scroll to Top