เมื่อคืนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรใหม่ที่ครอบคลุมสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ภาษีพื้นฐาน 10%: สินค้านำเข้าทั้งหมดจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 10% เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2568
- ภาษีตอบโต้เพิ่มเติม: สำหรับประเทศที่สหรัฐฯ เห็นว่ามีอุปสรรคทางการค้าที่สูงต่อสินค้าสหรัฐฯ จะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม โดยประเทศไทยจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 36% เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2568
การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ ลดการขาดดุลการค้า และตอบโต้ต่อสิ่งที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจากประเทศคู่ค้า New York Post

ผลกระทบของการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อประเทศไทย:
- การส่งออก: ภาษีที่เพิ่มขึ้นจะทำให้สินค้าส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม เช่น ยาง พลาสติก และอะลูมิเนียม มีราคาสูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย
- เศรษฐกิจโดยรวม: สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย การเพิ่มภาษีครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงานในภาคการผลิตของไทย
การตอบสนองของไทย:
รัฐบาลไทยแสดงความพร้อมที่จะเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และหลีกเลี่ยงผลกระทบทางลบจากมาตรการภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไทยอาจพิจารณาเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ หรือพิจารณาซื้อสินค้า เช่น เครื่องบิน เพื่อสร้างสมดุลทางการค้าและลดความตึงเครียดทางการค้า
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคทั้งในสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า AP News
สถานการณ์นี้ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควรติดตามข่าวสารและการประกาศเพิ่มเติมจากทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ และไทย เพื่อประเมินผลกระทบและการตอบสนองที่เหมาะสมต่อไป
วิเคราะห์ผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ต่อประเทศไทย
สหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ รวมถึงไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับมหภาค จุลภาค ผู้นำเข้า-ส่งออก และการค้าระหว่างประเทศ
1. ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหภาค
1.1 การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth)
- สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดส่งออกหลักของไทย การขึ้นภาษีทำให้สินค้าไทยมีราคาสูงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ อาจลดปริมาณการส่งออก กระทบต่อ GDP
- หากไทยสูญเสียตลาดสหรัฐฯ อาจส่งผลให้การขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอลง 0.2-0.5% ขึ้นอยู่กับระดับผลกระทบ
1.2 ค่าเงินบาท และเงินทุนไหลออก
- ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่าลงหากนักลงทุนกังวลว่าไทยจะเสียตลาดส่งออกสำคัญ
- เงินทุนต่างชาติอาจไหลออกจากตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มส่งออก
1.3 เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต
- การขึ้นภาษีอาจทำให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น เช่น เครื่องจักร วัสดุอุตสาหกรรม
- หากธุรกิจไทยต้องนำเข้าสินค้าทดแทนจากแหล่งที่มีต้นทุนสูงขึ้น อาจทำให้ราคาสินค้าภายในประเทศเพิ่มขึ้น
2. ผลกระทบทางเศรษฐกิจจุลภาค (ระดับอุตสาหกรรมและธุรกิจ)
อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่
- กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า: ไทยเป็นผู้ส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ หากต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษี อาจเสียตลาดให้กับคู่แข่ง เช่น เวียดนาม
- อุตสาหกรรมอาหารและเกษตร: ไทยส่งออกอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์เกษตรไปสหรัฐฯ จำนวนมาก ภาษีอาจทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น
- อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน: บางบริษัทไทยเป็นซัพพลายเชนให้กับบริษัทรถยนต์สหรัฐฯ หากภาษีสูงขึ้น อาจมีการลดคำสั่งซื้อ
3. ผลกระทบต่อผู้นำเข้าและส่งออก
3.1 ผู้ส่งออกไทย
- ผู้ส่งออกต้องเผชิญต้นทุนภาษีที่สูงขึ้น หากไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้ อาจต้องแบกรับภาระขาดทุน
- บริษัทอาจต้องหาตลาดอื่นแทน เช่น อาเซียน จีน หรือยุโรป
3.2 ผู้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ
- ไทยนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ หลายประเภท เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ไอที และสินค้าเกษตร หากมีการตอบโต้ทางการค้า อาจทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น
4. ผลกระทบต่อสภาวะการค้าโลก
- สงครามการค้าอาจรุนแรงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
- ประเทศอื่นอาจตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยมาตรการภาษี ซึ่งอาจสร้างความไม่แน่นอนในการค้าระหว่างประเทศ
5. บทบาทของ FTA และการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี
5.1 FTA ที่ไทยมีอยู่
ไทยมี FTA กับหลายประเทศ เช่น
- อาเซียน (AFTA)
- จีน (ACFTA)
- ญี่ปุ่น (JTEPA & AJCEP)
- เกาหลีใต้ (TAKFTA)
- อินเดีย (TIFTA)
- EU (ไทยกำลังเจรจา FTA กับอียู)
- CPTPP (ไทยยังไม่ได้เข้าร่วม แต่เป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา)
5.2 วิธีใช้ FTA ให้เกิดประโยชน์
- หันไปขยายตลาดในประเทศที่มี FTA กับไทย เช่น อาเซียน จีน หรือญี่ปุ่น
- ใช้กฎแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) เพื่อให้สินค้าผ่านเกณฑ์ภาษีต่ำสุด
- เพิ่มความร่วมมือทางการค้า โดยการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า
6. กลยุทธ์ที่ไทยควรพิจารณา
- หาตลาดทดแทน: เพิ่มการส่งออกไปยังอาเซียน จีน อินเดีย หรือยุโรป
- ส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ: ดึงดูดบริษัทสหรัฐฯ ให้เข้ามาลงทุนในไทยเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
- เร่งเจรจา FTA กับสหรัฐฯ: ไทยควรเร่งผลักดันข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อให้สินค้าบางประเภทได้รับการยกเว้นภาษี
- กระจายความเสี่ยง: ธุรกิจไทยควรกระจายแหล่งผลิตไปยังประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ เช่น เม็กซิโก หรือเวียดนาม
สรุป
การขึ้นภาษีของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งในระดับมหภาคและจุลภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างหนัก ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่าน FTA ที่มีอยู่ และมองหาตลาดใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากเกินไป