สินค้าต้องห้าม คืออะไร? มีอะไรบ้าง และนำเข้า–ส่งออกได้หรือไม่

การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศหรือส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าสินค้าทุกประเภทจะสามารถดำเนินการได้อย่างอิสระ แม้ว่าผู้ประกอบการจะมีบริษัท มีเอกสารการซื้อขาย และสามารถดำเนินพิธีการศุลกากรได้ก็ตาม

เหตุผลคือ สินค้าบางประเภทถูกกฎหมายกำหนดให้เป็น “สินค้าต้องห้าม” หรือ “ของต้องห้าม” ซึ่งหมายถึงสินค้าที่ห้ามนำเข้าหรือส่งออกตามกฎหมาย

สำหรับผู้เริ่มต้นทำธุรกิจนำเข้าส่งออก เรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะการไม่ตรวจสอบก่อนสั่งซื้อหรือส่งสินค้า อาจทำให้สินค้าไม่สามารถผ่านพิธีการศุลกากร ถูกยึด หรือผู้ประกอบการมีความผิดตามกฎหมายได้

บทความนี้จะอธิบายว่า สินค้าต้องห้ามคืออะไร มีสินค้าประเภทใดบ้าง แตกต่างจากสินค้าต้องกำกัดอย่างไร และผู้ประกอบการควรตรวจสอบอะไรบ้างก่อนนำเข้า–ส่งออก


สินค้าต้องห้าม คืออะไร?

สินค้าต้องห้าม (Prohibited Goods) หมายถึง สินค้าที่กฎหมายกำหนด ห้ามนำเข้ามาในประเทศไทยหรือห้ามส่งออกไปนอกราชอาณาจักร และในบางกรณีอาจรวมถึงการห้ามนำสินค้าผ่านประเทศไทยด้วย

กรมศุลกากรระบุว่าสินค้าต้องห้ามเป็นสินค้าที่กฎหมายห้ามนำเข้าหรือส่งออก และยกตัวอย่าง เช่น สารเสพติด วัตถุหรือสื่อลามก สินค้าปลอมแปลงหรือสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม และสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ที่อยู่ภายใต้บัญชีควบคุมของ CITES เป็นต้น

ดังนั้น หากสินค้าถูกจัดอยู่ในกลุ่ม ของต้องห้าม ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้วิธี “ขอใบอนุญาตแล้วนำเข้าได้” เหมือนกับสินค้าต้องกำกัดบางประเภท เพราะลักษณะของกฎหมายแตกต่างกัน

สินค้าต้องห้าม มีอะไรบ้าง?

สินค้าต้องห้ามมีหลายประเภท และต้องพิจารณาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่ตัวอย่างที่กรมศุลกากรระบุไว้ ได้แก่

1. ยาเสพติด

ยาเสพติดเป็นตัวอย่างสำคัญของสินค้าที่อยู่ภายใต้กฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด และสินค้าบางประเภทไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้

ดังนั้น ผู้ประกอบการไม่ควรสั่งซื้อสินค้าที่มีสารหรือส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดโดยไม่ตรวจสอบกฎหมายก่อน

2. วัตถุหรือสื่อลามก

วัตถุหรือสื่อลามกเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสินค้าต้องห้ามที่กรมศุลกากรระบุไว้

ในยุคที่การซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ทำได้ง่าย ผู้ประกอบการที่รับสินค้าจากต่างประเทศหรือส่งสินค้าออกจึงควรตรวจสอบประเภทสินค้าให้ละเอียดก่อนทำธุรกรรม

3. สินค้าปลอมแปลงเครื่องหมายการค้า

สินค้าที่ปลอมแปลงหรือเลียนแบบเครื่องหมายการค้าของผู้อื่น รวมถึงสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เป็นอีกกลุ่มที่ต้องระวังอย่างมาก

ตัวอย่างเช่น ผู้ขายในต่างประเทศอาจเสนอสินค้าที่มีลักษณะคล้ายแบรนด์ดังในราคาถูก แล้วระบุว่าเป็น “สินค้าสำหรับขายต่อ”

ผู้ประกอบการไม่ควรคิดว่าเมื่อ Supplier สามารถขายสินค้าให้เราได้ ก็หมายความว่าเราสามารถนำเข้าสินค้านั้นเข้าประเทศไทยได้

กรมศุลกากรระบุทั้ง สินค้าปลอมแปลงหรือเลียนแบบเครื่องหมายการค้า และสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นตัวอย่างของสินค้าต้องห้าม

4. สินค้าที่ละเมิดลิขสิทธิ์

สินค้าที่ทำซ้ำหรือดัดแปลงงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก็เป็นประเด็นที่ต้องระวัง

ตัวอย่างเช่น สื่อบันทึกเสียง ภาพยนตร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หนังสือ หรือสินค้าประเภทอื่นที่ละเมิดลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย

5. ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม

ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ปลอมเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่กรมศุลกากรระบุว่าเป็นของต้องห้าม

กรณีนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะการนำเข้าหรือส่งออกเพื่อการค้าเท่านั้น ผู้ประกอบการจึงควรระมัดระวังสินค้า ตัวอย่างสินค้า หรือของสะสมที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินตราปลอมด้วย

6. สัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ที่อยู่ภายใต้ CITES

สัตว์ป่าสงวนและสัตว์ที่อยู่ในบัญชีควบคุมของ CITES เป็นอีกกลุ่มที่มีข้อกำหนดด้านการนำเข้าและส่งออกอย่างเข้มงวด สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรคิดว่าสินค้าที่เป็น “ของจากสัตว์” จะสามารถนำเข้า–ส่งออกได้ทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น หนัง เขี้ยว กระดูก หรือชิ้นส่วนของสัตว์บางชนิด อาจอยู่ภายใต้กฎหมายและอนุสัญญาที่เกี่ยวข้อง กรมศุลกากรระบุสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ที่อยู่ในบัญชีควบคุมของ CITES เป็นตัวอย่างของสินค้าต้องห้าม

สินค้าต้องห้าม กับสินค้าต้องกำกัด ต่างกันอย่างไร?

นี่เป็นเรื่องที่ผู้เริ่มต้นนำเข้าส่งออกมักสับสนมากที่สุด

สินค้าต้องห้าม

คือสินค้าที่กฎหมาย ห้ามนำเข้าหรือส่งออก โดยหลักจึงไม่สามารถนำเข้า–ส่งออกได้ตามปกติ

สินค้าต้องกำกัด

คือสินค้าที่กฎหมาย ควบคุมการนำเข้าหรือส่งออก และผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่น ต้องได้รับใบอนุญาต ใบรับรอง หรือเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนดำเนินการ

กรมศุลกากรอธิบายว่า ของต้องกำกัดเป็นสินค้าที่การนำเข้า ส่งออก หรือผ่านราชอาณาจักรต้องได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด จึงจำง่าย ๆ ได้ว่า

ของต้องห้าม = กฎหมายห้าม

ของต้องกำกัด = ทำได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตหรือทำตามเงื่อนไข

ตัวอย่างเช่น พืช อาหาร ยา เครื่องสำอาง สัตว์ หรืออุปกรณ์สื่อสารบางประเภท อาจเป็นสินค้าต้องกำกัด ซึ่งต้องตรวจสอบใบอนุญาตกับหน่วยงานเจ้าของกฎหมายก่อนนำเข้า–ส่งออก

ถ้าสินค้าต้องห้าม จะขอใบอนุญาตนำเข้าได้หรือไม่?

โดยทั่วไป ไม่ควรเข้าใจว่าสินค้าต้องห้ามสามารถเปลี่ยนเป็นสินค้าที่นำเข้าได้เพียงแค่ขอใบอนุญาต

จุดนี้แตกต่างจากสินค้าต้องกำกัด หากกฎหมายกำหนดว่าสินค้าประเภทนั้นเป็น ของต้องห้าม ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และไม่ควรดำเนินการนำเข้าหรือส่งออกโดยหวังว่าจะสามารถแก้ไขภายหลังด้วยใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม การจะสรุปว่าสินค้าใดเป็น “ของต้องห้าม” ต้องพิจารณา ชนิดสินค้า รายละเอียดสินค้า HS Code กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และเงื่อนไขของสินค้า ไม่ควรดูจากชื่อสินค้าเพียงอย่างเดียว

ซื้อสินค้าจากต่างประเทศมาใช้เอง เป็นสินค้าต้องห้ามหรือไม่?

การนำเข้าเพื่อใช้ส่วนตัวไม่ได้หมายความว่าจะได้รับยกเว้นจากข้อห้ามและข้อกำกัดโดยอัตโนมัติ กรมศุลกากรระบุว่า แม้เป็นการสั่งซื้อสินค้าทาง Internet เพื่อใช้เองและจัดส่งเข้าประเทศ ผู้รับก็ถือเป็นผู้นำของเข้า และยังต้องปฏิบัติตามข้อห้าม ข้อกำกัด และระเบียบการนำเข้าตามกฎหมาย

ดังนั้น คำว่า “ซื้อมาใช้เอง ไม่ได้ขาย” ไม่ได้แปลว่า “นำเข้าสินค้าประเภทใดก็ได้” หากสินค้านั้นอยู่ภายใต้ข้อห้ามหรือข้อกำกัด ก็ยังต้องปฏิบัติตามกฎหมาย

ก่อนนำเข้าสินค้า ควรตรวจสอบอย่างไร?

ผู้ประกอบการควรตรวจสอบก่อนสั่งซื้อสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่เคยนำเข้ามาก่อน

ขั้นที่ 1 รู้รายละเอียดสินค้า

ควรมีข้อมูลอย่างน้อย เช่น

  • ชื่อสินค้า
  • วัตถุดิบ
  • ส่วนประกอบ
  • วัตถุประสงค์การใช้งาน
  • รูปภาพ
  • Specification
  • ประเทศผู้ผลิต

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การจำแนกสินค้าและตรวจสอบกฎหมายทำได้แม่นยำขึ้น

ขั้นที่ 2 ตรวจสอบ HS Code

HS Code มีความสำคัญต่อการตรวจสอบมาตรการนำเข้าและส่งออก

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเลือก HS Code จากชื่อสินค้าหรือข้อมูลของ Supplier เพียงอย่างเดียว เพราะรายละเอียดทางกายภาพและการใช้งานของสินค้าอาจมีผลต่อการจำแนกพิกัด

ขั้นที่ 3 ตรวจสอบว่าเป็นของต้องห้ามหรือไม่

กรมศุลกากรมีระบบข้อมูลเกี่ยวกับ ของต้องห้ามนำเข้า/ส่งออก และข้อมูลสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรอง รวมถึงฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบรายการสินค้า จึงควรใช้ข้อมูลจากหน่วยงานราชการประกอบการตัดสินใจก่อนสั่งซื้อสินค้า

ขั้นที่ 4 ตรวจสอบกฎหมายเฉพาะของสินค้า

สินค้าบางประเภทไม่ได้ดูเฉพาะกฎหมายศุลกากร แต่ยังมีกฎหมายของหน่วยงานเจ้าของสินค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง

ตัวอย่างเช่น

กรมศุลกากรระบุหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าควบคุมแต่ละประเภทไว้ในข้อมูลเกี่ยวกับของต้องห้ามและของต้องกำกัด

ถ้าสินค้าไม่ใช่ของต้องห้าม แต่เป็นของต้องกำกัด ต้องทำอย่างไร?

กรณีนี้แตกต่างกัน หากตรวจสอบแล้วพบว่าสินค้าเป็น ของต้องกำกัด ผู้ประกอบการต้องตรวจสอบว่าต้องขอใบอนุญาตหรือใบรับรองจากหน่วยงานใด และต้องดำเนินการก่อนนำเข้าหรือส่งออกหรือไม่

ตัวอย่างเช่น หากเป็นสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตจากหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบการต้องเตรียมใบอนุญาตให้ครบถ้วนและนำมาแสดงในการปฏิบัติพิธีการศุลกากรตามที่กำหนด

กรมศุลกากรมีฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรอง โดยสามารถค้นหาตามข้อมูลสินค้าและ HS Code ได้ และระบบดังกล่าวมีการปรับปรุงข้อมูลอยู่เป็นระยะ


หากนำเข้าสินค้าต้องห้ามจะเกิดอะไรขึ้น?

การนำเข้าสินค้าต้องห้ามไม่ใช่เพียงเรื่องที่สินค้า “ผ่านศุลกากรไม่ได้” ผู้กระทำอาจมีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และอาจมีมาตรการยึดหรือริบของกลาง รวมถึงบทลงโทษอื่นตามกฎหมายของสินค้านั้น

กรมศุลกากรระบุว่าการนำเข้าหรือส่งออกของต้องห้ามเป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และยังเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ด้วย สำหรับของต้องกำกัด หากนำเข้าหรือส่งออกโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็อาจมีความผิดและมีบทลงโทษเช่นกัน

ดังนั้นผู้ประกอบการจึงไม่ควรรอให้สินค้ามาถึงด่านศุลกากรแล้วค่อยตรวจสอบ

Checklist ก่อนนำเข้าส่งออก

ก่อนสั่งซื้อหรือรับคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ แนะนำให้ตรวจสอบตาม Checklist นี้

  • รู้รายละเอียดสินค้าอย่างครบถ้วน
  • ตรวจสอบส่วนประกอบและวัตถุดิบ
  • ตรวจสอบ HS Code
  • ตรวจสอบว่าเป็นของต้องห้ามหรือไม่
  • ตรวจสอบว่าเป็นของต้องกำกัดหรือไม่
  • ตรวจสอบหน่วยงานเจ้าของกฎหมาย
  • ตรวจสอบใบอนุญาตและใบรับรองที่ต้องใช้
  • ตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
  • ตรวจสอบเงื่อนไขก่อนการนำเข้า–ส่งออก
  • ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดก่อนทำ Shipment

สรุปสินค้าต้องห้าม

สินค้าต้องห้าม (Prohibited Goods) คือสินค้าที่กฎหมายห้ามนำเข้าหรือส่งออกจากประเทศไทย ตัวอย่างที่กรมศุลกากรระบุ ได้แก่ ยาเสพติด วัตถุหรือสื่อลามก สินค้าปลอมแปลงหรือสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม และสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ที่อยู่ในบัญชีควบคุมของ CITES

สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องระวังคือ สินค้าต้องห้ามไม่เหมือนกับสินค้าต้องกำกัด

สินค้าต้องห้าม → กฎหมายห้ามนำเข้า/ส่งออก

สินค้าต้องกำกัด → สามารถทำได้เมื่อได้รับอนุญาตหรือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น ก่อนนำเข้าสินค้าหรือส่งออกสินค้า อย่าตรวจสอบเพียงเรื่องราคา ภาษี และค่าขนส่ง แต่ควรตรวจสอบ กฎหมายสินค้า HS Code ข้อห้าม ข้อกำกัด ใบอนุญาต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ก่อนสั่งซื้อ

กรมศุลกากรมีฐานข้อมูลสำหรับตรวจสอบสินค้าต้องห้ามและสินค้าต้องกำกัด ซึ่งผู้ประกอบการสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการตรวจสอบได้

หมายเหตุ: รายการสินค้าต้องห้ามและมาตรการควบคุมอาจเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำเข้าส่งออกจริงควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมศุลกากรและหน่วยงานเจ้าของกฎหมายของสินค้านั้นโดยตรง

Scroll to Top