9 สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับเอเปค 2022 (APEC 2022)

1. เอเปค (APEC) คืออะไร

เอเปค คือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ย่อมาจาก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) จัดตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยมีเป้าหมายหลักในเรื่องการส่งเสริมการเปิดเสรีการค้าและการลงทุน และยังมีความร่วมมือในด้านสังคมและการพัฒนาประเทศทางอื่นๆ เช่น การเกษตร เศรษฐกิจ การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และการพัฒนาด้านสาธารณสุข เพื่อนำไปสู่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประชาชนในภูมิภาค

2. APEC มีกี่ประเทศ

ในปี 2022 นี้ เอเปคมีสมาชิกทั้งหมด 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่

  • รัสเซีย, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ออสเตรเลีย. นิวซีแลนด์, ปาปัวนิวกินี
  • สาธารณรัฐประชาชนจีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน
  • ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, บรูไน, สิงคโปร์, เวียดนาม
  • แคนาดา, ชิลี, เม็กซิโก, เปรู, สหรัฐอเมริกา และไทย

โดยการประชุมคราวนี้มีแขกรับเชิญพิเศษอีก 3 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ซาอุดิอาระเบีย และ ฝรั่งเศส

นอกจากนี้ยังมีผู้สังเกตการณ์อีก 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) สภาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิก (Pacific Economic Cooperation Council – PECC) และกรอบการประชุมหมู่เกาะแปซิฟิก (Pacific Islands Forum – PIF)

 

3. เอเปคสำคัญยังไง

ประเทศที่เป็นสมาชิกมีประชากรรวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 2,300 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของโลก (โลกมีประชากรประมาณ 7,800 ล้านคน) และ GDP ของทุกประเทศสมาชิกมีขนาดใหญ่เกินครึ่งนึงของ GDP โลก

ฉะนั้นแล้วหากมีความร่วมมือหรือการเคลื่อนไหวสำคัญๆ ก็จะกระทบกับเศรษฐกิจโลกอย่างไม่ต้องสงสัย

 

4. เอเปคประชุมอะไรบ้าง

ในการจัดการประชุมเอเปคนั้น มีการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศกันใน 5 มิติ ดังนี้

  1. การอำนวยความสะดวกทางการค้า การลงทุน และการดำเนินธุรกิจ
  2. การบูรณาการและการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ
  3. การพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
  4. การสร้างความร่วมมือเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
  5. การพัฒนาเทคโนโลยี ดิจิตอล และการสร้างนวัตกรรม

 

5. ทำไมเอเปคจัดขึ้นที่ประเทศไทย

ครั้งล่าสุดที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพคือปี 2546 และครั้งที่แล้วจัดขึ้นที่นิวซีแลนด์ ในปี 2564 โดยจะมีการผลัดเปลี่ยนหมุดเวียนกันเป็นเจ้าภาพในแต่ละปี ซึ่งหากนับจำนวนสมาชิกแล้วก็อีกประมาณ 20 ปีเศษๆ ถึงจะได้เวียนมาจัดที่ไทยอีกครั้ง

6. แนวคิดหลักของเอเปคครั้งนี้คืออะไร

แนวคิดหลักของเอเปคครั้งนี้คือ “เปิดกว้าง สร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” หรือ ภาษาอังกฤษ “Open. Connect. Balance” โดยประเด็นสำคัญคือการทำให้เอเปคเปิดกว้างสู่ทุกโอกาส เชื่อมโยงทุกมิติ และสร้างสมดุลในทุกด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาควาไม่สมดุลที่เห็นเด่นชัดขึ้นจากวิกฤตโรคระบาด โดยมีสัญลักษณ์เป็นชะลอม ที่สื่อถึงการรวมตัวกันอีกด้วย

และการสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคด้วยการนำแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BGC Economy) มาเป็นรูปแบบในการพัฒนาเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

 

7. การประชุมเอเปคครั้งนี้สำคัญอย่างไร

หลังจากทั่วโลกผ่านวิกฤตโรคระบาดมาแล้ว 2-3 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่จะมีการประชุมระหว่างประเทศแบบพบปะเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ทำให้มีการประชุมพบปะกันในหลายระดับตั้งแต่ผู้นำ ผู้บริหารไปถึงระดับปฏิบัติงาน และมีการพบปะกันเป็นกลุ่มย่อยหลายกลุ่ม เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี (อัดอั้นกันมานาน)

ในขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันของโลก เกิดวิกฤตมากมายไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโควิด-19 วิกฤตการณ์อาหาร พลังงาน สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี รวมถึงสงครามอาวุธกันด้วย เวทีนี้จึงเป็นเหมือนสปอตไลท์ที่ทั่วโลกกำลังจับตาว่าสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้จะมีท่าทีอย่างไรต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน

นอกจากนี้หากสังเกตดีๆ บางประเทศที่มีผลกระทบโดยตรงต่อปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ รัสเซีย และจีน ก็เข้าร่วมประชุมนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้ทั่วโลกจับตามองว่า ท่าทีของประเทศเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

8. ไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากการประชุมเอเปคครั้งนี้

  1. ประเทศไทยจะมีบทบาทมากขึ้นในการร่วมกำหนดทิศทางและนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ
  2. ประเทศไทยจะมีช่องทางในการผลักดันท่าที ส่งเสริม และปกป้องผลประโยชน์ของไทยในเวทีระหว่างประเทศ
  3. ประเทศไทยจะมีโอกาสลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมโอกาสการค้า การลงทุนกับประเทศสมาชิกให้มากขึ้น
  4. ประเทศไทยจะได้รับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วิชาการ การศึกษา วิทยาศาสตร์ พลังงาน สิ่งแวดล้อมและการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ
  5. ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ในฐานะผู้นำความเปลี่ยนแปลงในการยกระดับมาตรฐานทางเศรษฐกิจของไทยให้ทันสมัยและเป็นสากลมากขึ้น รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพให้แก่ภาครัฐและเอกชน

 

9. เอเปคจัดขึ้นที่ไทย จัดวันไหน จัดที่ไหน หยุดวันไหน

มาถึงหัวข้อที่คนส่วนใหญ่รอคอย นั่นคือจะจัดวันไหนและหยุดวันไหนบ้าง

สำหรับการประชุมเอเปคนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ โดยมีกำหนดการดังนี้

  • วันที่ 14-16 พฤศจิกายน เป็นการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส
  • วันที่ 17 พฤศจิกายน เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรี
  • วันที่ 18-19 พฤศจิกายน เป็นการประชุมผู้นำและกิจกรรมของคู่สมรส

ทั้งนี้รัฐบาลประกาศให้หน่วยงานในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี และ จังหวัดสมุทรปราการ หยุดในวันที่ 16 – 18 พฤศจิกายน 2565 เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร และเพื่อความปลอดภัยในการอารักขาผู้นำของทุกเขตเศรษฐกิจ ยกเว้นสถานบริการสำคัญ เช่น ธนาคาร หรือ โรงพยาบาล ยังเปิดได้ตามปกติ สำหรับภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจนั้น ให้พิจารณาตามความเหมาะสม

 

เราจะเห็นว่าการประชุมเอเปคครั้งนี้สำคัญมากกับหลายประเทศ โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทย หลังจากที่ผ่านพ้นวิกฤตมาแล้ว การหาเวทีเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าสถานการณ์ในประเทศจะเป็นอย่างไร ขอเชิญชวนคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีในการประชุมครั้งนี้ เพราะสุดท้ายแล้วผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับประเทศไทยและคนไทยนั่นเอง

 

แหล่งข้อมูล

https://www.apec2022.go.th/th/what-is-apec-th/

https://th.wikipedia.org/wiki/เอเปค_2022

https://www.tnnthailand.com/news/politics/121408/

https://www.tnnthailand.com/news/politics/104524/

https://www.tnnthailand.com/news/wealth/121109/

https://www.thansettakij.com/apec-2022/542761

https://www.chula.ac.th/highlight/88490/

 

 

Similar Posts

  • 10 ข้อควรรู้ ก่อนเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าส่งออก

    10 ข้อควรรู้ ก่อนเริ่มต้นธุรกิจนำเข้าส่งออก ธุรกิจนำเข้าส่งออกเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีโอกาสเติบโตสูงและสามารถสร้างกำไรได้มหาศาล หากคุณกำลังคิดจะเริ่มต้นธุรกิจนี้ นี่คือ 10 ข้อควรรู้ที่สำคัญ ที่จะช่วยให้คุณเดินหน้าได้อย่างมั่นใจ 1. เข้าใจพื้นฐานของการนำเข้าและส่งออก ก่อนเริ่มต้นธุรกิจ คุณต้องเข้าใจโครงสร้างของการค้าระหว่างประเทศ รวมถึง Incoterms (ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ) ที่เป็นมาตรฐานการขนส่งสินค้า เช่น FOB, CIF, EXW เป็นต้น การเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถทำข้อตกลงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2. ค้นหาสินค้าที่มีศักยภาพ สินค้าทุกประเภทไม่ได้เหมาะกับการนำเข้าส่งออก การวิจัยตลาดเป็นสิ่งจำเป็น ลองวิเคราะห์ว่าสินค้าไหนมีความต้องการสูง และสามารถสร้างกำไรได้ดี โดยดูจาก แนวโน้มตลาด, คู่แข่ง และความต้องการของผู้บริโภค 3. ศึกษากฎหมายและภาษีนำเข้าส่งออก แต่ละประเทศมี กฎระเบียบและภาษีศุลกากร ที่แตกต่างกัน คุณต้องศึกษาว่า 4. รู้จัก HS Code และวิธีคำนวณต้นทุน HS Code (Harmonized System Code) คือรหัสสินค้าสากลที่ใช้ระบุประเภทของสินค้าเพื่อกำหนดอัตราภาษี การเข้าใจ HS Code จะช่วยให้คุณคำนวณต้นทุนการนำเข้าส่งออกได้แม่นยำขึ้น 5….

  • 10 ตลาดทางเลือกในการส่งออก นอกจากสหรัฐอเมริกา หากไทยยังไม่สามารถเจรจาภาษีนำเข้าให้ลดลงได้

    ตลาดทางเลือกในการส่งออกนอกจากสหรัฐอเมริกาสหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยมาช้านาน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม อาหาร และสินค้าแปรรูป อย่างไรก็ตาม ปัจจัยด้านภาษีนำเข้าและการเจรจาการค้าที่ยังไม่เป็นผล อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องมองหาตลาดทางเลือกอื่น ที่มีศักยภาพใกล้เคียงหรือเปิดโอกาสมากกว่าเดิม บทความนี้ขอแนะนำ “10 ตลาดส่งออกทางเลือก” สำหรับผู้ประกอบการไทย ที่ต้องการลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และขยายโอกาสไปยังภูมิภาคที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในเชิงประชากร กำลังซื้อ และความต้องการสินค้าไทย 1. อินเดีย (India) อินเดียเป็นตลาดที่มีประชากรอันดับ 1 ของโลก และมีกลุ่มชนชั้นกลางที่เติบโตอย่างรวดเร็ว สินค้าไทยที่ได้รับความนิยม ได้แก่ อาหารแปรรูป สมุนไพร เครื่องสำอาง และชิ้นส่วนยานยนต์ ปัจจุบันไทยและอินเดียมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในหลายมิติ และอยู่ในกระบวนการเจรจา FTA แบบทวิภาคีเพิ่มเติม 2. สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) UAE เป็นประตูสู่ตลาดตะวันออกกลาง ด้วยศูนย์กลางโลจิสติกส์อย่างดูไบ สินค้าที่ไทยสามารถเจาะได้ดี เช่น อาหารฮาลาล ผลไม้สด เฟอร์นิเจอร์ และของใช้ในโรงแรม ตลาดนี้นิยมสินค้าเกรดพรีเมียมและมีความสามารถในการจ่ายสูง 3. จีนตอนใน (Second-tier cities in China) แม้ตลาดจีนใหญ่จะมีการแข่งขันสูง แต่เมืองระดับรอง…

  • มาตรฐานสินค้าที่น่าสนใจ

    มาตรฐานหลักของสินค้าไทย มาตรฐานอุตสาหกรรม คู่ค้าแต่ละประเทศ •British Standard (BS) เป็นมาตรฐานของประเทศอังกฤษ •German Industrial Standard (DIN) เป็นมาตรฐานของประเทศเยอรมัน •Japanese Industrial Standard (JIS) เป็นมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น •American National Standard Institute (ANSI) เป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา •Thailand Industrial Standard (TIS) เป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของประเทศไทย •VerbandDeutscherElektrotechniker(VDE) เป็นมาตรฐานของกลุ่มวิศวกรไฟฟ้าในประเทศเยอรมนี •Keuringvan ElektrotechnischeMaterialen(KEMA) เป็นมาตรฐานการทดสอบของประเทศเนเธอร์แลนด์ •International Electrotechnical Commission (IEC) เป็นมาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศที่จัดทามาตรฐานทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ •African Regional Standards Organization (ARSO ) เป็นองค์การมาตรฐานแห่งภูมิภาคแอฟริกา •RoHS (The Restriction of The Use of Certain…

  • ทักษะที่จำเป็นในการทำนำเข้าส่งออก

    ทักษะที่เกี่ยวข้องกับการทำนำเข้าส่งออก การทำธุรกิจนำเข้าส่งออกไม่ใช่แค่การซื้อและขายสินค้า แต่ยังต้องมีทักษะที่หลากหลายเพื่อให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ ต่อไปนี้คือทักษะสำคัญที่ควรมี: 1. ทักษะการสื่อสารระหว่างประเทศ (International Communication Skills) อธิบาย: การสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญในการเจรจาและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่ค้าในต่างประเทศ ทักษะที่เกี่ยวข้อง: การฟังอย่างตั้งใจ, การเขียนอีเมลอย่างมืออาชีพ, การพูดและการเจรจาทางธุรกิจที่ชัดเจน 2. ทักษะการเจรจาต่อรอง (Negotiation Skills) อธิบาย: การเจรจาต่อรองในธุรกิจนำเข้าส่งออกจำเป็นต้องสามารถต่อรองราคา การจัดการเงื่อนไขการชำระเงิน และการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทักษะที่เกี่ยวข้อง: การตั้งคำถามที่ถูกต้อง, การปรับเปลี่ยนข้อเสนอให้เหมาะสม, การรักษาผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย 3. ทักษะการบริหารจัดการโลจิสติกส์ (Logistics Management Skills) อธิบาย: การขนส่งสินค้าให้ถึงปลายทางได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยต้องการทักษะในการจัดการซัพพลายเชนและโลจิสติกส์ ทักษะที่เกี่ยวข้อง: การวางแผนการขนส่ง, การเลือกวิธีการขนส่งที่เหมาะสม (ทางเรือ, อากาศ, บก), การติดตามสถานะการส่งสินค้า 4. ทักษะการจัดการเอกสาร (Documentation Management Skills) อธิบาย: การจัดการเอกสารนำเข้า-ส่งออกให้ถูกต้องและครบถ้วน เช่น ใบกำกับสินค้า, ใบตราส่ง, ใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ทักษะที่เกี่ยวข้อง: การตรวจสอบเอกสาร, การจัดเก็บเอกสารอย่างมีระเบียบ,…

Leave a Reply