ในการทำธุรกิจนำเข้า–ส่งออก เรื่อง การรับและชำระเงินระหว่างประเทศ เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ เพราะนอกจากการโอนเงินล่วงหน้า หรือ Letter of Credit (L/C) แล้ว ยังมีวิธีการชำระเงินอีกแบบที่เรียกว่า Bill for Collection
Bill for Collection เป็นวิธีที่ธนาคารเข้ามาช่วยดำเนินการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ โดยผู้ส่งออกจะส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายไปยังธนาคาร พร้อมกำหนดเงื่อนไขว่าผู้ซื้อจะได้รับเอกสารเมื่อใด เช่น ต้องชำระเงินก่อน หรือยอมรับตั๋วเงินก่อน
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นนำเข้าส่งออก คำว่า Bill for Collection, D/P และ D/A อาจดูซับซ้อน แต่หากเข้าใจหลักการแล้วจะสามารถแยกความแตกต่างได้ไม่ยาก
Bill for Collection คืออะไร?
Bill for Collection คือกระบวนการเรียกเก็บเงินในการค้าระหว่างประเทศ โดยผู้ส่งออกมอบหมายให้ธนาคารดำเนินการเรียกเก็บเงินจากผู้นำเข้าตามเงื่อนไขที่กำหนด ในทางการค้าระหว่างประเทศ มักเรียกกระบวนการนี้ว่า Documentary Collection
หลักการสำคัญคือ ธนาคารทำหน้าที่เป็น ตัวกลางในการส่งเอกสารและเรียกเก็บเงิน แต่ไม่ได้หมายความว่าธนาคารจะรับประกันว่าผู้ซื้อจะชำระเงินให้ผู้ขาย ตัวอย่างเช่น
ผู้ส่งออกในประเทศไทยขายสินค้าให้ลูกค้าในต่างประเทศ เมื่อส่งสินค้าแล้ว ผู้ส่งออกจะนำเอกสาร ไปมอบให้ธนาคาร พร้อมคำสั่งเรียกเก็บเงิน เช่น
ธนาคารของผู้ส่งออกจะส่งเอกสารไปยังธนาคารของผู้นำเข้า จากนั้นธนาคารปลายทางจะแจ้งให้ผู้นำเข้าดำเนินการตามเงื่อนไข เช่น ชำระเงิน หรือรับรองตั๋วเงิน
Bill for Collection มีใครบ้างที่เกี่ยวข้อง?
โดยทั่วไปจะมีผู้เกี่ยวข้องหลัก 4 ฝ่าย
- ผู้ส่งออก (Exporter / Principal) เป็นผู้ขายสินค้าและเป็นผู้มอบหมายให้ธนาคารเรียกเก็บเงิน
- ธนาคารผู้ส่งออก (Remitting Bank) เป็นธนาคารที่รับเอกสารและคำสั่ง Collection จากผู้ส่งออก แล้วส่งต่อไปยังธนาคารในประเทศของผู้ซื้อ
- ธนาคารของผู้นำเข้า (Collecting / Presenting Bank) หน้าที่รับเอกสารจากธนาคารผู้ส่งออก และนำเอกสารไปเรียกเก็บเงินหรือขอการรับรองจากผู้นำเข้า
- ผู้นำเข้า (Importer / Drawee) เป็นผู้ซื้อสินค้าที่ต้องชำระเงินหรือรับรองตั๋วเงินตามเงื่อนไขของ Collection
Bill for Collection มีประเภทอะไรบ้าง?
รูปแบบที่ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกควรรู้จักมี 2 ประเภทหลัก คือ
1. D/P – Documents against Payment
D/P ย่อมาจาก Documents against Payment หมายถึง ผู้ซื้อจะได้รับเอกสารเมื่อชำระเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งออกส่งสินค้าไปประเทศญี่ปุ่น และใช้เงื่อนไข D/P เมื่อสินค้ามาถึง ผู้ซื้อจะไปติดต่อธนาคารเพื่อรับเอกสารที่จำเป็นสำหรับการดำเนินพิธีการนำเข้า แต่ธนาคารจะส่งมอบเอกสารให้ผู้ซื้อเมื่อผู้ซื้อชำระเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด
จำง่าย ๆ ว่า D/P = Payment ก่อน → Documents หรือ จ่ายเงินก่อน จึงรับเอกสาร
ข้อดีของ D/P
สำหรับผู้ส่งออก D/P ช่วยให้สามารถควบคุมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับสินค้าได้มากกว่า D/A เพราะผู้ซื้อจำเป็นต้องชำระเงินก่อนจึงจะได้รับเอกสารตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม D/P ไม่ได้หมายความว่าผู้ส่งออกไม่มีความเสี่ยง เพราะหากผู้ซื้อไม่ยอมชำระเงิน สินค้าอาจเกิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ค่าเก็บสินค้า ค่าเปลี่ยนปลายทาง หรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ
2. D/A – Documents against Acceptance
D/A ย่อมาจาก Documents against Acceptance หมายถึง ผู้ซื้อสามารถได้รับเอกสารเมื่อผู้ซื้อ รับรองตั๋วเงิน (Bill of Exchange) ตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยการชำระเงินจริงจะเกิดขึ้นในอนาคตตามวันครบกำหนด
ตัวอย่างเช่น ผู้ส่งออกขายสินค้าให้ลูกค้า โดยตกลงให้เครดิต 60 วัน เมื่อเอกสารมาถึงธนาคาร ผู้ซื้อทำการรับรอง Time Draft จำนวน USD 50,000 โดยกำหนดชำระในอีก 60 วัน เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขของ Collection ธนาคารจึงส่งมอบเอกสารให้ผู้ซื้อ ผู้ซื้อสามารถนำเอกสารไปดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าได้ และจะชำระเงินเมื่อถึงกำหนด
จำง่าย ๆ ว่า D/A = Acceptance ก่อน → Documents → Payment ภายหลัง
D/P กับ D/A ต่างกันอย่างไร?
| รายการ | D/P | D/A |
|---|---|---|
| ชื่อเต็ม | Documents against Payment | Documents against Acceptance |
| ผู้ซื้อได้รับเอกสาร | หลังชำระเงิน | หลังรับรองตั๋วเงินตามเงื่อนไข |
| การให้เครดิต | โดยทั่วไปน้อยกว่า | มีการให้เครดิต |
| ผู้ส่งออกได้รับเงิน | เมื่อผู้ซื้อชำระ | เมื่อถึงกำหนดและผู้ซื้อชำระ |
| ความเสี่ยงผู้ส่งออก | ต่ำกว่า D/A โดยทั่วไป | สูงกว่า D/P โดยทั่วไป |
| เหมาะกับ | ลูกค้าที่ต้องการชำระเงินก่อนรับเอกสาร | ลูกค้าที่มีเครดิตและมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ |
ดังนั้น หากผู้ส่งออกต้องเลือกระหว่าง D/P กับ D/A ต้องพิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อและระดับความเสี่ยงที่ธุรกิจสามารถรับได้
ขั้นตอนการทำ Bill for Collection
โดยทั่วไปสามารถอธิบายขั้นตอนได้ดังนี้
- ขั้นที่ 1 ผู้ซื้อและผู้ขายตกลงเงื่อนไขการชำระเงิน เช่น ตกลงใช้ D/P หรือ D/A
- ขั้นที่ 2 ผู้ส่งออกจัดเตรียมและส่งสินค้า สินค้าถูกส่งไปยังประเทศปลายทางตามเงื่อนไขการซื้อขาย
- ขั้นที่ 3 ผู้ส่งออกนำเอกสารให้ธนาคาร เอกสารอาจประกอบด้วย Invoice, Packing List, Bill of Lading และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- ขั้นที่ 4 ธนาคารผู้ส่งออกส่งเอกสารไปยังธนาคารของผู้ซื้อ ธนาคารปลายทางจะดำเนินการตามคำสั่ง Collection
- ขั้นที่ 5 ธนาคารแจ้งผู้นำเข้า ผู้นำเข้าจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไข เช่น D/P → ชำระเงิน D/A → รับรองตั๋วเงิน
- ขั้นที่ 6 ธนาคารส่งมอบเอกสาร เมื่อเป็นไปตามเงื่อนไข ธนาคารจะส่งมอบเอกสารให้ผู้นำเข้า
- ขั้นที่ 7 ผู้ส่งออกได้รับเงิน กรณี D/P เงินจะถูกส่งกลับมายังธนาคารผู้ส่งออกหลังการชำระเงิน ส่วน D/A จะได้รับเงินเมื่อถึงกำหนดชำระและผู้ซื้อชำระเงิน
เอกสารที่ใช้กับ Bill for Collection มีอะไรบ้าง?
เอกสารที่ใช้จริงขึ้นอยู่กับสินค้า ประเทศ และเงื่อนไขการซื้อขาย แต่เอกสารที่มักพบ ได้แก่
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading (B/L)
- Air Waybill (AWB)
- Certificate of Origin (C/O)
- Insurance Certificate
- Bill of Exchange
- Collection Instruction
- ใบอนุญาตหรือใบรับรองสำหรับสินค้าบางประเภท
สิ่งสำคัญคือผู้ส่งออกต้องระบุรายละเอียดใน Collection Instruction ให้ชัดเจน เพื่อให้ธนาคารทราบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรกับเอกสารและการเรียกเก็บเงิน
Bill for Collection ต่างจาก L/C อย่างไร?
นี่เป็นอีกประเด็นที่ผู้เริ่มต้นนำเข้าส่งออกควรรู้
Bill for Collection
ธนาคารทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเรียกเก็บเงินและส่งมอบเอกสารตามคำสั่ง ธนาคารไม่ได้รับประกันการชำระเงินของผู้ซื้อ
Letter of Credit
L/C เป็นวิธีการชำระเงินที่มีธนาคารเข้ามารับภาระตามเงื่อนไขของ L/C หากผู้ส่งออกนำเสนอเอกสารที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของ L/C
ดังนั้น L/C จึงมีขั้นตอนและข้อกำหนดด้านเอกสารที่ละเอียดกว่า แต่สามารถให้โครงสร้างการลดความเสี่ยงด้านการชำระเงินได้มากกว่าในบางสถานการณ์
พูดง่าย ๆ คือ Collection = ธนาคารช่วยเรียกเก็บเงิน
L/C = ธนาคารมีภาระผูกพันตาม L/C ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
ข้อดีของ Bill for Collection
- ขั้นตอนไม่ซับซ้อนเท่า L/C โดยทั่วไปมีขั้นตอนด้านเอกสารและเงื่อนไขน้อยกว่า L/C
- ค่าใช้จ่ายอาจต่ำกว่า L/C ผู้ประกอบการจึงอาจเลือกใช้เมื่อคู่ค้ามีความน่าเชื่อถือและไม่จำเป็นต้องใช้ L/C
- เหมาะกับคู่ค้าที่มีประวัติการซื้อขาย หากผู้ซื้อและผู้ขายมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดี Collection เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ
- D/P ช่วยควบคุมเอกสาร ผู้ส่งออกสามารถกำหนดให้ผู้ซื้อชำระเงินก่อนรับเอกสารตามเงื่อนไข
ข้อจำกัดของ Bill for Collection
ข้อสำคัญที่สุดที่ผู้ส่งออกต้องเข้าใจคือ ธนาคารไม่ได้รับประกันว่าผู้ซื้อจะชำระเงิน หากผู้ซื้อปฏิเสธการชำระเงิน ผู้ส่งออกอาจต้องรับภาระในการจัดการกับสินค้าและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี D/A ผู้ซื้ออาจได้รับเอกสารและดำเนินการรับสินค้าไปก่อน แล้วจึงชำระเงินในอนาคต ดังนั้น D/A จึงควรใช้กับคู่ค้าที่มีความน่าเชื่อถือและมีประวัติการซื้อขายที่ดี
Bill for Collection เหมาะกับใคร?
วิธีนี้อาจเหมาะกับผู้ส่งออกที่
- มีคู่ค้าที่รู้จักและตรวจสอบเครดิตแล้ว
- มีประวัติการซื้อขายกับผู้ซื้อ
- ต้องการลดต้นทุนเมื่อเทียบกับ L/C
- ไม่ต้องการขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก
- สามารถรับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ซื้อได้
- ต้องการใช้ D/P หรือ D/A ตามความเหมาะสม
แต่หากเป็น ลูกค้ารายใหม่ มูลค่าสินค้าสูง หรือมีความเสี่ยงด้านการชำระเงินสูง ผู้ส่งออกควรพิจารณาวิธีชำระเงินอื่น เช่น L/C หรือการรับชำระเงินล่วงหน้า ตามระดับความเสี่ยงของธุรกิจ
ตัวอย่างการใช้ Bill for Collection
สมมติบริษัทไทยส่งออกอาหารแปรรูปไปยังประเทศเวียดนาม มูลค่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งสองบริษัทมีประวัติซื้อขายกันมาหลายปี และตกลงใช้ D/P ขั้นตอนจะเป็นประมาณนี้
ผู้ส่งออกไทย
↓
ส่งสินค้า
↓
นำเอกสารให้ธนาคารไทย
↓
ธนาคารไทยส่งเอกสารไปธนาคารเวียดนาม
↓
ธนาคารแจ้งผู้นำเข้า
↓
ผู้นำเข้าชำระเงิน
↓
ธนาคารส่งมอบเอกสาร
↓
ผู้นำเข้านำเอกสารไปดำเนินการรับสินค้า
↓
เงินถูกส่งกลับมายังผู้ส่งออก
หากเปลี่ยนเป็น D/A ผู้นำเข้าจะรับรองตั๋วเงินตามเงื่อนไข และชำระเงินจริงในวันที่ครบกำหนด
5 ข้อควรระวังก่อนใช้ Bill for Collection
- ตรวจสอบเครดิตของผู้ซื้อ อย่าเลือก D/A เพียงเพราะผู้ซื้อขอเครดิต ควรตรวจสอบความน่าเชื่อถือก่อน
- กำหนด D/P หรือ D/A ให้ชัดเจน ทั้งสองแบบมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
- ตรวจสอบเอกสารขนส่ง โดยเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับสินค้า เพราะอาจมีผลต่อการควบคุมสินค้า
- เขียน Collection Instruction ให้ละเอียด ควรระบุเงื่อนไขการชำระเงิน การส่งมอบเอกสาร และค่าธรรมเนียมให้ชัดเจน
- อย่าคิดว่าธนาคารรับประกันเงิน นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของ Bill for Collection
ธนาคารทำหน้าที่เรียกเก็บเงินตามคำสั่ง ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันการชำระเงินของผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ
สรุป Bill for Collection
Bill for Collection คือวิธีเรียกเก็บเงินในการค้าระหว่างประเทศที่ผู้ส่งออกมอบหมายให้ธนาคารช่วยดำเนินการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ พร้อมควบคุมการส่งมอบเอกสารตามเงื่อนไขที่กำหนด 2 รูปแบบสำคัญที่ควรจำคือ
D/P = Documents against Payment ชำระเงิน → รับเอกสาร
D/A = Documents against Acceptance รับรองตั๋วเงิน → รับเอกสาร → ชำระเงินภายหลัง
Bill for Collection มีข้อดีเรื่องความสะดวกและต้นทุนที่อาจต่ำกว่า L/C แต่ผู้ส่งออกยังต้องรับความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ซื้อ ดังนั้นควรเลือกวิธีให้เหมาะกับคู่ค้า มูลค่าสินค้า และความเสี่ยงของแต่ละธุรกรรม
สำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำธุรกิจนำเข้าส่งออก สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเลือกวิธีชำระเงินเพียงเพราะคู่ค้าระบุมา แต่ควรประเมินความเสี่ยงก่อนทุกครั้ง

