การชำระเงินระหว่างประเทศ

การชำระเงินระหว่างประเทศ 

 

หนึ่งในกิจกรรมที่คนไทยหรือผู้ประกอบการชาวไทยยังสงสัยว่า หากเราได้ทำธุรกิจส่งออกนำเข้าแล้วนั้น เราจะรับชำระเงินจากลูกค้าช่องทางไหนบ้าง แล้วช่องทางไหนปลอดภัยที่สุด สะดวกที่สุด วันนี้เราจะดูเรื่องนี้กันครับ 

 

การชำระเงินในประเทศ 

ก่อนไปต่างประเทศ เรามาดูวิธีชำระเงินในประเทศกันก่อน หากเราขายสินค้าแบบ B2B นั้น เราจะนิยมรับเงินในรูปแบบของการโอนเงินผ่านธนาคาร (Baht Net) หรือการชำระด้วยเช็คสั่งจ่าย (Draft) ซึ่งหากผู้ขายต้องการรับเงินก็ต้องแจ้งเลขที่บ้ญชีให้ผู้ซื้อชำระเงิน หรือชื่อบัญชีสำหรับออกเช็คสั่งจ่ายนั่นเอง  ซึ่งเป็นวิธีที่ธรรมดาสามัญและเข้าใจได้ไม่ซับซ้อนนัก 

สำหรับกรณีลูกค้าแบบ B2C ผู้ขายนั้นนิยมรับชำระเงินแบบเงินสดย่อย เงินโอนทางธนาคาร มากกว่า เพราะสะดวกกว่าการรับชำระเงินผ่านเช็คสั่งจ่าย เนื่องจากมีจำนวนเงินไม่มาก และผู้บริโภคทั่วไป จะไม่ค่อยนิยมใช้เช็คมากเท่าไหร่ (ในบางประเทศ เงินไม่กี่เหรียญก็นิยมใช้เช็ค) 

 

การชำระเงินในต่างประเทศ 

ในการชำระเงินต่างประเทศ เราจะมี 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ การชำระเงินโดยผ่านธนาคารปกติ และการชำระเงินแบบมีธนาคารเป็นผู้รับรอง  

การชำระเงินโดยผ่านธนาคารปกตินั้น เราจะมีตัวเลือกคล้ายๆ กับการชำระเงินในประเทศ นั่นคือมีทั้งประเภท เงินโอนระหว่างบัญชี และการใช้เช็คสั่งจ่าย 

1) การโอนเงินระหว่างบัญชี (Telegraphic Transfer – T/T) 

หากใครเคยได้ยินคำว่า โอนเงิน T/T มันก็คือคำนี้นี่เอง การโอนเงินผ่านธนาคารในสมัยแรก ใช้วิธีการสื่อสารกันแบบโทรเลข จึงเป็นที่มาของคำว่า Telegraphic Transfer  

แม้ในปัจจุบันเราใช้การสื่อสารกันทางอิเลคทรอนิคส์กันหมดแล้ว แต่เราก็ยังเรียกติดปากว่าโอนเงินผ่านโทรเลขนั่นเอง 

การโอนเงินระหว่างประเทศนี้ ไม่ต่างจากการโอนเงินระหว่างบัญชีในประเทศเท่าไหร่ ซึ่งจะมีผู้โอนเงินออก หรือเรียกว่า Applicant ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้นำเข้าสินค้า เป็นผู้แจ้งกับธนาคาร ว่าจะโอนเงินไปหาผู้รับเงิน หรือที่เรียกว่า Beneficiary ซึ่งจะเป็นผู้ส่งออกเป็นหลักเช่นกัน แต่เงินจะไม่ได้วิ่งไปหาแบงค์ปลายทางโดยตรง แต่จะไปผ่านคนกลางที่เรียกว่า International Clearing Center หรือแบงค์ที่รับเคลียร์เงินระหว่างประเทศนั่นเอง  

ทำไมต้องมี International Clearing Center 

ตามปกติ ไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ทำธุรกรรมรับเงินจากต่างประเทศ จะมีหลายๆ บริษัท ทั้งรับเงินสำหรับออเดอร์ส่งออก และชำระเงินสำหรับออเดอร์นำเข้่า หากมีการเคลื่อนไหวของเงินไปมา จะทำให้สับสนวุ่นวายได้ 

จึงเกิดบริการเคลียร์เงินระหว่างประเทศขึ้นมา ยกตัวอย่าง เวียดนามโอนเงินมาไทย 100 ล้านบาท ไทยโอนไปเวียดนาม 80 ล้านบาท เราไม่ต้องหอบเงินไปมาระหว่างประเทศให้เหนื่อย ใช้วิธีหักกลบลบหนี้เอาเอง สุดท้ายก็คือเวียดนามโอนมาให้ไทย 20 ล้านบาท จบขั้นตอน 

การเคลียร์เงินระหว่างประเทศนี้จะใช้เวลาข้ามวัน ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เราได้เงินล่าช้ากว่าปกติ ตามปกติเราจะได้รับเงินประมาณ 2 วัน หลังจากลูกค้าต้นทางโอนเงินมาให้แล้ว ฉะนั้น ยังไม่ต้องรีบไปทวงในวันนั้นทันทีหากยังไม่ได้เงินนะครับ 

 

2) การชำระเงินด้วยเช็คสั่งจ่าย (Draft) 

ในบางประเทศ การใช้เช็คเป็นเรื่องปกติมาก เพราะสะดวกสำหรับผู้จ่าย แค่เขียนแล้วยื่นให้ก็เสร็จแล้ว ส่วนผู้รับก็ต้องรับภาระไปขึ้นเงินที่แบงค์เอง รวมถึงรับภาระค่าธรรมเนียม กรณีขึ้นเช็คต่างเขต ต่างประเทศกันด้วย 

เวลาเราได้รับเช็ค ให้ไปที่ธนาคารเพื่อขึ้นเงินให้เรียบร้อยก่อน โดยเราจะต้องมีบัญชีรับเงินธนาคาร (เหมือนรับเช็คในประเทศซึ่งธนาคารจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อเคลียร์เช็คระหว่างประเทศนั่นเอง 

จากนั้นเมื่อเราได้รับเงินแล้วก็จะถูกหักค่าธรรมเนียมเคลียร์ริ่งเช็ค เหมือนธนาคารทั่วไป แต่กรณีรับจากต่างประเทศ ค่าธรรมเนียมก็จะแพงเป็นพิเศษ 

 

เงื่อนเวลาในการชำระเงิน (Payment Terms) 

ไม่ว่าจะมีการสั่งจ่ายเช็คหรือโอนเงิน เรามักจะมีปัญหากันเสมอเพราะไม่รู้ว่าใครจะทำก่อนระหว่าง ส่งของก่อนแล้วรับเงิน หรือจ่ายเงินก่อนแล้วค่อยส่งของ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันระหว่างผู้นำเข้าและผู้ส่งออกให้ดีๆ  

ในการรับเงินก่อนแล้วค่อยส่งของกนั้น เราจะเรียกคำนี้ว่า Advanced Payment ส่วนการส่งของก่อนแล้วค่อยเก็บเงินนั้น เราจะเรียกว่า Open Account ซึ่งทั้งสองวิธี มีแนวทางคล้ายกับการจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้า หรือการขอเปิดหน้าบัญชีเครดิต แบบที่ขายในประเทศนั่นเอง 

 

การรับชำระเงินโดยใช้ธนาคารเป็นผู้รับผิดชอบ 

ใน 2 ประเภทแรก คือ การโอนเงินระหว่างประเทศ (T/T) และการชำระด้วยเช็คสั่งจ่าย (Draft) นั้น ธนาคารจะเป็นผู้รับหน้าที่ในการโอนเงินระหว่างประเทศให้เรียบร้อย และรับเงินส่วนต่างจากค่าธรรมเนียมโอนเงิน ซึ่งจะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียหากกรณี ผู้นำเข้ากับผู้ส่งออก ไม่สามารถส่งของได้ตามที่ตกลงกันไว้ 

ซึ่งหากผู้ส่งออก และผู้นำเข้าไม่เชื่อใจกัน ในการทำธุรกิจ เงินจะไป แต่กลัวของจะไม่มา หรือในทางกลับกัน ทั้งผู้นำเข้าและส่งออก ก็สามารถหาคนกลางมาช่วยให้ได้รับความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือ ธนาคาร ที่ทั้งสองฝ่ายเชื่อถือ 

ธนาคารที่มาเกี่ยวข้องนี้ จะเป็นทั้งธนาคารฝั่งประเทศผู้ส่งออก และฝั่งผู้นำเข้า ติดต่อกัน ซึ่งในวงการธนาคารก็จะมีข้อมูลเชื่อมต่อกันอยู่แล้ว จึงทำให้ผู้ส่งออกและผู้นำเข้า วางใจมากขึ้น 

 

3) การชำระเงินแบบวางบิลเก็บเงิน (Bill for Collections – B/C)  

การชำระเงินประเภทนี้ จะคล้ายกับการสั่งให้ผู้ส่งออกส่งของไปก่อน แล้วค่อยไปเก็บเงิน แต่ผู้ส่งออกจะไม่ส่งเอกสารไปให้ผู้นำเข้าก่อนเก็บเงิน เนื่องจาก เกรงว่าผู้นำเข้าจะไม่ชำระเงิน  

ผู้ส่งออกจึงนำเอกสารทั้งหมด ส่งผ่านธนาคารในประเทศไปถึงธนาคารของผู้นำเข้าที่ต่างประเทศแทน ให้ธนาคารผู้นำเข้า เรียกเก็บเงินแทนผู้ส่งออกนั่นเอง เมื่อธนาคารติดต่อผู้นำเข้าให้มาชำระเงินเพื่อรับเอกสาร วิธีนี้จึงเรียกว่า Bill for Collections นั่นเอง 

สำหรับวิธีนี้จะมีแบบย่อยๆ ที่เรียกว่า Documents against Payment (D/P) คือเมื่อไหร่ที่เงินมา เมื่อนั้นค่อยให้เอกสารไป กับอีกแบบที่เรียกว่า Documents against Acceptance (D/A) เป็นการให้เอกสารไปก่อน แล้วธนาคารค่อยตามเรียกเก็บเงินกับผู้นำเข้าอีกที 

ซึ่งไม่ว่าจะทำเงื่อนไขไหน ต้องมีการตกลงกันก่อนระหว่างผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และธนาคารของทั้งสองฝั่ง 

 

4) การชำระเงินแบบให้ธนาคารค้ำประกัน (Letter of Credit – L/C) 

คำว่า L/C นี้น่าจะเป็นคำที่คนภายนอกได้ยินกันบ่อยมากๆ เพราะเป็นเทอมการชำระเงินที่เลื่องชื่อมาก เนื่องจากธนาคารจะมีบทบาทอย่างมากในการรับชำระเงินประเภทนี้ เพราะต้องอาศัยการรับประกันการชำระเงินนั่นเอง 

ขั้นตอนของ L/C มีอยู่ว่า ผู้ส่งออกนั้นไม่ได้ให้เครดิต หรือยังไม่เชื่อถือเครดิตของผู้นำเข้า จึงไม่สามารถให้ซื้อแบบติดเงินได้ จึงให้ผู้นำเข้าไปหาใครสักคนที่น่าเชื่อถือ มาค้ำประกันการชำระเงิน ซึ่งกรณีนี้คือธนาคาร 

ผู้นำเข้ามีหน้าที่ไปขอให้ธนาคารฝั่งนำเข้า รับประกันการชำระเงิน การรับประกันนี้คือการระบุว่า หากผู้นำเข้าไม่จ่าย ธนาคารจะจ่ายให้ทันที จากนั้นธนาคารก็จะดูเครดิตของผู้นำเข้าแล้วออกเอกสาร L/C นี้ขึ้นมา เรียกว่า Issued L/C ส่งมาให้ธนาคารผู้ส่งออก 

ธนาคารผู้ส่งออกก็เชิญผู้ส่งออกมาตรวจและสรุปเงื่อนไขกันว่า L/C ที่ทางนั้นส่งมา โอเคมั้ย หรือมีตรงไหนต้อแก้ไข เพิ่มเติม ก็ว่าไป หากสรุปเรียบร้อยแล้ว ธนาคารผู้ส่งออกก็รับประกัน L/C ให้ผู้ส่งออกอีกทอดนึง  

เมื่อถึงขั้นนี้ผู้ส่งออกก็วางใจได้ว่า หากส่งสินค้าตามที่ตกลงกันไว้แล้วนั้น ผู้นำเข้าต้องจ่ายเงิน หากไม่จ่าย ธนาคารผู้นำเข้าจะจ่ายแทนนั่นเอง 

ซึ่งในกรณีนี้เหมือนจะปลอดภัยสำหรับผู้ส่งออก แต่ว่ามีเงื่อนไขเดียวที่เป็นความเสี่ยงนั่นก็คือการทำให้ตรงตามข้อตกลงใน L/C หากผู้ส่งออกทำไม่ได้ ธนาคารฝั่งนำเข้าก็มีสิทธิไม่จ่ายเงิน แต่หากทำได้ ธนาคารฝั่งนำเข้าไม่มีสิทธิปฏิเสธการจ่ายเงิน ฉะนั้น L/C ก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นสัญญาอีกฉบับนั่นเอง 

อ่านรายละเอียด L/C เพิ่มเติมที่นี่ 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ขั้นตอนการชำระเงินระหว่างประเทศ อาจจะดูจุกจิกไปบ้าง แต่หากทำได้แล้ว ก็จะปลอดภัยในการชำระเงินระหว่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามั่นใจในการเริ่มต้นส่งออก หรือนำเข้ามากขึ้นนั่นเอง  

หากสนใจเรียนเริ่มต้นนำเข้าส่งออก สามารถเลือกคอร์สที่ถูกใจได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ 

คอร์สนำเข้าส่งออก 

 

 

Similar Posts

  • FOB คืออะไร แตกต่างจาก CFR, CIF อย่างไร

    FOB คืออะไร แตกต่างจาก CFR, CIF อย่างไร สำหรับคนทั่วไปที่ทำงานด้านการนำเข้าส่งออก จะรู้จักและคุ้นเคยเทอมการค้าระหว่างประเทศ ได้แก่ FOB, CFR, CIF เป็นอย่างดี เพราะเป็นเทอมหรือเงื่อนไขการส่งมอบสินค้าที่ใช้กันบ่อย ซึ่งเทอมนี้เป็นข้อตกลงที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากจนกระทั่งผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการนำเข้าส่งออก ก็เคยได้ยินเช่นกัน ฉะนั้น หากบุคคลที่สนใจการนำเข้าส่งออก เข้าใจเทอมเหล่านี้ ก็จะช่วยให้การนำเข้าส่งออกทำได้ง่ายขึ้นด้วย

  • การตั้งราคาสินค้าส่งออก: พื้นฐานสำคัญที่ผู้ประกอบการควรรู้

    การตั้งราคาสินค้าส่งออก การส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสาร ขนส่ง หรือพิธีการศุลกากรเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่สามารถชี้เป็นชี้ตายความสำเร็จของธุรกิจส่งออกได้เลย นั่นก็คือ “การตั้งราคาสินค้าส่งออก” สำหรับผู้ประกอบการมือใหม่ หรือแม้แต่ธุรกิจที่ดำเนินการมาหลายปีแล้ว การตั้งราคาส่งออกให้เหมาะสมอาจยังคงเป็นเรื่องที่สร้างความสับสน และทำให้เสียโอกาสทางธุรกิจโดยไม่รู้ตัว บางรายตั้งต่ำเกินไปจนกำไรไม่พอเลี้ยงธุรกิจ บางรายตั้งสูงเกินไปจนลูกค้าต่างชาติไม่กล้าซื้อ บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักภาพรวมของการตั้งราคาส่งออก ว่าทำไมจึงสำคัญ และมีประเด็นอะไรบ้างที่ผู้ส่งออกควรคำนึงก่อนคิดจะขายสินค้าออกนอกประเทศ ทำไมการตั้งราคาส่งออกถึง “ต่าง” จากราคาขายในประเทศ? หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการตั้งราคาส่งออกคือการนำ “ต้นทุน + กำไร” แบบเดียวกับขายในประเทศมาใช้อ้างอิง ซึ่งในความเป็นจริงนั้นไม่พอครับ เพราะการส่งออกมีความซับซ้อนมากกว่า มีต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น และมีปัจจัยระดับ “โลก” เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น นอกจากนี้พฤติกรรมผู้ซื้อในแต่ละประเทศยังแตกต่างกัน เช่น ลูกค้าในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าราคา ส่วนลูกค้าในแอฟริกาหรือเอเชียบางประเทศอาจเน้นที่ราคาถูกที่สุด การตั้งราคาจึงไม่สามารถใช้สูตรตายตัวได้ ตั้งราคาส่งออก = ศิลปะ + กลยุทธ์ + คณิตศาสตร์ การตั้งราคาส่งออกไม่ใช่แค่การ “บวกต้นทุน” แล้ว “บวกกำไร” เหมือนการขายปลีกในประเทศ แต่ต้องคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้สินค้าสามารถ: ดังนั้นผู้ส่งออกจึงต้องมี “องค์ความรู้” และ “ทักษะวิเคราะห์” เพื่อประเมินต้นทุนทั้งหมด…

  • เล่าเรื่องวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ในมุมมองการค้าระหว่างประเทศ

    วิกฤตต้มยำกุ้ง   วันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ซึ่งทำให้เงินบาทของไทย ที่เดิมใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Fixed Exchange Rate (Pegged) มาเป็นแบบลอยตัว (Float Exchange Rate) และทำให้ค่าเงินของไทยขยับจาก 25 บาท ต่อดอลล่าร์สหรัฐมาเป็น 55 บาท ในช่วงไม่กี่วัน สถานการณ์ตอนนั้นทำให้ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจในทันที ค่าเงินบาทลอยตัวทำให้เงินคงคลังในแบงค์ชาติลดลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์พังอย่างราบคาบ และส่งผลกระทบเศรษฐกิจฟองสบู่แตกลามไปหลายประเทศทั่วโลก เช่น อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ทำให้วิกฤตเศรษฐกิจนี้ถูกขนานนามว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หรือ Tomyumkung Crisis ที่เกิดขึ้นมาจากในไทยเป็นที่แรกนั่นเอง

  • มาตรฐานสินค้าที่น่าสนใจ

    มาตรฐานหลักของสินค้าไทย มาตรฐานอุตสาหกรรม คู่ค้าแต่ละประเทศ •British Standard (BS) เป็นมาตรฐานของประเทศอังกฤษ •German Industrial Standard (DIN) เป็นมาตรฐานของประเทศเยอรมัน •Japanese Industrial Standard (JIS) เป็นมาตรฐานของประเทศญี่ปุ่น •American National Standard Institute (ANSI) เป็นมาตรฐานของประเทศสหรัฐอเมริกา •Thailand Industrial Standard (TIS) เป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ของประเทศไทย •VerbandDeutscherElektrotechniker(VDE) เป็นมาตรฐานของกลุ่มวิศวกรไฟฟ้าในประเทศเยอรมนี •Keuringvan ElektrotechnischeMaterialen(KEMA) เป็นมาตรฐานการทดสอบของประเทศเนเธอร์แลนด์ •International Electrotechnical Commission (IEC) เป็นมาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศที่จัดทามาตรฐานทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ •African Regional Standards Organization (ARSO ) เป็นองค์การมาตรฐานแห่งภูมิภาคแอฟริกา •RoHS (The Restriction of The Use of Certain…

  • นำเสนอสินค้าแบบนี้อย่าทำดีกว่า – 5 ข้อห้ามที่ผู้ส่งออกห้ามทำเด็ดขาด

      เชื่อมั้ยครับว่า ลูกค้าต่างประเทศเกิดความฉงนงงงวยกับการนำเสนอสินค้าของคนไทยเป็นอย่างมาก ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อจนกระทั่งผมได้เจอมากับตัวเอง ผมเคยได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างน่าตกใจจากเซลล์ต่างประเทศของบริษัทคนไทยหลายๆ แห่ง ด้วยการนำเสนอสินค้าที่ไม่เป็นมืออาชีพ และไม่ให้การตอบรับลูกค้าดีเท่าไหร่

  • การเตรียมความพร้อมในการทำธุรกิจนำเข้าส่งออก

    สิ่งที่ต้องมีก่อนทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ในการทำการค้าระหว่างประเทศ สิ่งสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือความพร้อม ยิ่งเรามีความพร้อมมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับมือกับความเสี่ยงของธุรกิจได้มากขึ้นเท่านั้น ในการทำธุรกิจนำเข้าส่งออกนั้น ควรดูความพร้อมทั้งหมด ได้แก่

Leave a Reply