ขั้นตอนการส่งออกผลไม้อบแห้ง
การส่งออกผลไม้อบแห้งไปต่างประเทศ เริ่มต้นอย่างไร? ขั้นตอนและเอกสารที่ผู้ส่งออกต้องรู้
การส่งออกผลไม้อบแห้ง เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะประเทศไทยมีวัตถุดิบผลไม้หลากหลายชนิด และสามารถนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้ เช่น มะม่วงอบแห้ง สับปะรดอบแห้ง กล้วยอบแห้ง มะละกออบแห้ง มะพร้าวอบแห้ง และผลไม้ Freeze Dried
นอกจากช่วยยืดอายุการเก็บรักษาแล้ว ผลไม้อบแห้งยังมีข้อได้เปรียบด้านการขนส่ง เพราะมีน้ำหนักและปริมาตรต่างจากผลไม้สด และสามารถจำหน่ายในรูปแบบของขบเคี้ยวหรืออาหารเพื่อสุขภาพได้
ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ตลาดผลไม้อบแห้งในจีนมีโอกาสเติบโต และในปี 2567 จีนมีการนำเข้าผลไม้อบแห้งจากไทยเป็นอันดับหนึ่งในกลุ่มแหล่งนำเข้าที่กล่าวถึง โดยมีมูลค่าการนำเข้า 125.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงข้อมูลที่รายงาน และเพิ่มขึ้น 10.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ดังนั้น สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสินค้าส่งออก ผลไม้อบแห้งถือเป็นสินค้าที่น่าสนใจ แต่ก่อนเริ่มส่งออกควรเข้าใจทั้งเรื่องสินค้า กฎหมายอาหาร เอกสาร ศุลกากร และข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ผลไม้อบแห้งที่สามารถนำไปทำตลาดต่างประเทศได้
ผลไม้อบแห้งมีหลายรูปแบบ และผู้ส่งออกสามารถเลือกพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดเป้าหมาย เช่น
- มะม่วงอบแห้ง
- สับปะรดอบแห้ง
- กล้วยอบแห้ง
- มะละกออบแห้ง
- มะพร้าวอบแห้ง
- ส้มอบแห้ง
- ลำไยอบแห้ง
- ทุเรียนอบแห้ง
- ผลไม้ Freeze Dried
- ผลไม้อบแห้งแบบไม่เติมน้ำตาล
- ผลไม้อบแห้งแบบ Organic
นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มมูลค่าด้วยการทำเป็น Snack ขนาดพกพา หรือจัดเป็น Gift Set เพื่อเจาะตลาดของฝากและตลาดพรีเมียม
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมองว่าผู้บริโภคจีนให้ความสนใจกับเรื่องสุขภาพและโภชนาการ รวมถึงส่วนประกอบของสินค้า เช่น น้ำตาลต่ำและสารเติมแต่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ได้
ก่อนส่งออกผลไม้อบแห้งต้องตรวจสอบอะไรบ้าง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าเพิ่งเริ่มส่งสินค้าเพียงเพราะมีลูกค้าต่างประเทศ
ควรตรวจสอบข้อกำหนดของประเทศปลายทางก่อน เพราะผลไม้อบแห้งจัดอยู่ในกลุ่มอาหาร และแต่ละประเทศอาจมีกฎเกี่ยวกับส่วนประกอบ สารเติมแต่ง ฉลาก บรรจุภัณฑ์ และมาตรฐานความปลอดภัยแตกต่างกัน
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุว่าผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกอาหารต้องศึกษาข้อกำหนดของประเทศคู่ค้า และผู้ประกอบการที่ต้องการส่งผลิตภัณฑ์อาหารไปจำหน่ายต่างประเทศต้องดำเนินการเรื่องสถานที่ผลิตและผลิตภัณฑ์ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น ก่อนรับออเดอร์ควรตรวจสอบอย่างน้อย 5 เรื่อง
- สินค้าจัดอยู่ในประเภทใด
- HS Code คืออะไร
- ประเทศปลายทางอนุญาตให้นำเข้าหรือไม่
- ต้องมีใบรับรองหรือเอกสารพิเศษหรือไม่
- ฉลากต้องแสดงข้อมูลอะไรบ้าง
ขั้นตอนการส่งออกผลไม้อบแห้ง
1. เลือกตลาดเป้าหมาย
ขั้นตอนแรกคือการเลือกประเทศที่ต้องการส่งออก
ไม่ควรเลือกตลาดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณา
- ความต้องการของตลาด
- ราคาขาย
- คู่แข่ง
- ภาษีนำเข้า
- กฎระเบียบอาหาร
- ช่องทางจำหน่าย
- พฤติกรรมผู้บริโภค
ตัวอย่างเช่น ตลาดจีนมีความสนใจผลไม้อบแห้งจากไทย และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสของผลไม้อบแห้งไทยในตลาดจีนอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ตลาดตะวันออกกลางก็มีความต้องการสินค้าผลไม้แห้งหลายประเภท โดย DITP รายงานตลาดในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ว่ามีการจำหน่ายผลไม้อบแห้งทั้งในซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านเฉพาะทาง และช่องทางออนไลน์
2. ตรวจสอบ HS Code
หลังจากเลือกสินค้าและตลาดแล้ว ต้องตรวจสอบ HS Code ให้ถูกต้อง
HS Code มีความสำคัญต่อการส่งออก เพราะเกี่ยวข้องกับ
- การจำแนกประเภทสินค้า
- อัตราภาษี
- สถิติการค้า
- มาตรการนำเข้า
- สิทธิประโยชน์ทางการค้า
ผลไม้อบแห้งบางประเภทอยู่ในกลุ่มพิกัดที่เกี่ยวข้องกับผลไม้แห้ง แต่ผู้ส่งออกไม่ควรใช้รหัสเดียวกันกับสินค้าทุกชนิดโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียด เพราะพิกัดอาจแตกต่างตามชนิดและลักษณะของสินค้า
3. ตรวจสอบข้อกำหนดด้านอาหาร
ขั้นตอนนี้สำคัญมาก ผู้ส่งออกต้องตรวจสอบทั้ง กฎหมายของประเทศไทยและกฎหมายของประเทศปลายทาง
ในประเทศไทย อย. มีระบบและหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งออกอาหาร รวมถึงการขอหนังสือรับรองเพื่อการส่งออก โดยปัจจุบันมีหนังสือรับรองที่เกี่ยวข้อง เช่น
- Certificate of Manufacturer
- Certificate of Free Sale
- Certificate of Ingredient
ทั้งนี้ การขอเอกสารแต่ละประเภทขึ้นอยู่กับความต้องการและเงื่อนไขของประเทศปลายทางหรือคู่ค้า
4. ตรวจสอบสถานที่ผลิต
การผลิตผลไม้อบแห้งเพื่อจำหน่ายเป็นอาหารต้องให้ความสำคัญกับมาตรฐานของสถานที่ผลิตและกระบวนการผลิต อย. ระบุว่าสถานที่ผลิตอาหารเป็นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตั้งแต่การรับและจัดเก็บวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ การแปรรูป ไปจนถึงการแบ่งบรรจุเพื่อจำหน่าย และมีหลักเกณฑ์การอนุญาตที่แตกต่างกันตามลักษณะของสถานที่ผลิต
ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ต้องการผลิตเองควรตรวจสอบว่าสถานที่ของตนเข้าข่ายประเภทใด และต้องปฏิบัติตามมาตรฐานใด สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีโรงงานเอง อีกทางเลือกหนึ่งคือใช้บริการ OEM ที่มีสถานที่ผลิตและระบบมาตรฐานเหมาะสมกับสินค้าที่ต้องการส่งออก
5. ตรวจสอบส่วนผสมและกระบวนการผลิต
ผลไม้อบแห้งแต่ละชนิดอาจมีส่วนประกอบแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น น้ำตาล สารกันเสีย สารปรับความเป็นกรด สี สารเติมแต่งอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ต้องตรวจสอบว่าประเทศปลายทางอนุญาตหรือกำหนดปริมาณไว้อย่างไร อย่าคิดว่าส่วนผสมที่สามารถใช้ในประเทศไทยจะสามารถใช้ในทุกประเทศได้โดยอัตโนมัติ
6. ออกแบบฉลากให้ถูกต้อง
ฉลากเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผู้ส่งออกมักพบปัญหา ข้อมูลที่อาจต้องแสดง ได้แก่ ชื่อสินค้า ส่วนประกอบ น้ำหนักสุทธิ วันผลิต วันหมดอายุหรือ Best Before Lot Number ประเทศผู้ผลิต ชื่อและที่อยู่ผู้ผลิต วิธีเก็บรักษา ข้อมูลโภชนาการ ข้อมูลสารก่อภูมิแพ้ ภาษาในฉลาก
รายละเอียดที่ต้องแสดงจริงขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศปลายทาง สำหรับอาหารที่ผลิตเพื่อส่งออก อย. ระบุว่าการแสดงฉลากให้พิจารณาตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องกับอาหารเพื่อการส่งออก รวมถึงข้อกำหนดของลูกค้าหรือประเทศปลายทางด้วย ดังนั้น อย่าใช้ฉลากไทยไปส่งออกโดยไม่ตรวจสอบก่อน
7. เตรียมเอกสารส่งออก
เอกสารพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกอาจประกอบด้วย
- Commercial Invoice
- Packing List
- ใบขนสินค้าขาออก
- Bill of Lading
- Air Waybill
- Certificate of Origin
- Certificate of Free Sale
- Certificate of Ingredient
- Certificate of Manufacturer
- Certificate of Analysis (COA)
- เอกสารอื่นตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง
ไม่ใช่ทุก Shipment จะต้องใช้เอกสารทั้งหมด
ควรตรวจสอบกับผู้นำเข้า Freight Forwarder และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนส่งสินค้า
8. ดำเนินพิธีการศุลกากร
เมื่อสินค้าและเอกสารพร้อม ผู้ส่งออกต้องดำเนินพิธีการศุลกากรขาออก
กรมศุลกากรระบุว่า ผู้ส่งออกต้องลงทะเบียนเป็นผู้ผ่านพิธีการศุลกากร และเมื่อพร้อมส่งออกต้องจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น Invoice ใบอนุญาต และหลักฐานการได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบของกรมศุลกากร
ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการเองหรือใช้บริการ ตัวแทนออกของ (Customs Broker) เพื่อช่วยจัดทำพิธีการศุลกากรได้
9. เลือกวิธีขนส่ง
ผลไม้อบแห้งมีข้อได้เปรียบกว่าผลไม้สดในเรื่องการเก็บรักษาและการขนส่ง แต่ก็ยังต้องควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และบรรจุภัณฑ์ให้เหมาะสมกับสินค้า
วิธีขนส่งที่ใช้ได้ เช่น
Air Freight
เหมาะกับ
- สินค้าปริมาณไม่มาก
- สินค้ามูลค่าสูง
- ออเดอร์เร่งด่วน
- ตลาดระยะไกล
Sea Freight
เหมาะกับ
- สินค้าปริมาณมาก
- ต้องการลดต้นทุนต่อหน่วย
- ไม่ได้เร่งเรื่องระยะเวลาขนส่ง
ผู้ส่งออกควรพิจารณาอายุสินค้า Shelf Life และสภาพแวดล้อมระหว่างขนส่งประกอบด้วย
10. เลือก Incoterms ให้เหมาะสม
เมื่อขายสินค้าต่างประเทศ ควรตกลง Incoterms กับคู่ค้าให้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่น
- EXW
- FCA
- FOB
- CIF
- DAP
Incoterms ช่วยกำหนดเรื่องหน้าที่ ค่าใช้จ่าย และความเสี่ยงระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อ
ผู้ส่งออกมือใหม่ไม่ควรเลือก Incoterms เพียงเพราะคู่ค้าบอกว่า “ใช้ CIF” หรือ “ใช้ FOB” แต่ควรเข้าใจว่าเงื่อนไขนั้นทำให้ตนเองต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงถึงจุดใด
ปัญหาที่ผู้ส่งออกผลไม้อบแห้งมักพบ
ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เช่น
1. ฉลากไม่ตรงข้อกำหนด ทำให้สินค้าติดปัญหาที่ประเทศปลายทาง
2. ส่วนผสมไม่ผ่านกฎหมาย โดยเฉพาะสารเติมแต่ง สารกันเสีย หรือการกล่าวอ้างด้านสุขภาพ
3. สินค้าเกิดความชื้น อาจทำให้คุณภาพและอายุการเก็บรักษาลดลง
4. บรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสม ถุงหรือวัสดุบรรจุภัณฑ์ต้องเหมาะกับสินค้าที่มีความไวต่อความชื้นและออกซิเจน
5. ไม่ตรวจสอบข้อกำหนดก่อนรับออเดอร์ นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่มีต้นทุนสูง เพราะบางครั้งผู้ส่งออกได้รับคำสั่งซื้อแล้วจึงพบว่าสินค้าต้องมีเอกสารหรือการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม
เคล็ดลับสำหรับผู้เริ่มต้นส่งออกผลไม้อบแห้ง
หากเพิ่งเริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการส่งสินค้าจำนวนมาก สามารถเริ่มจาก
1. เลือกสินค้าเพียง 1–2 SKU เพื่อควบคุมคุณภาพและต้นทุน
2. เลือกตลาดเพียง 1 ประเทศ ศึกษากฎระเบียบให้เข้าใจก่อนขยายตลาด
3. ทำ Sample ส่งตัวอย่างให้ลูกค้าทดลองตลาด
4. ตรวจสอบต้นทุนทั้งหมด อย่าดูเพียงต้นทุนสินค้า แต่ต้องรวม
- บรรจุภัณฑ์
- ค่าขนส่ง
- ค่าเอกสาร
- ค่าพิธีการ
- ค่าประกัน
- ภาษีหรือค่าใช้จ่ายปลายทางที่เกี่ยวข้อง
5. คำนวณราคาส่งออกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทราบว่าราคาที่เสนอให้ลูกค้ายังมีกำไรหรือไม่
สรุปการส่งออกผลไม้อบแห้ง
การส่งออกผลไม้อบแห้ง เป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะสามารถนำผลไม้ไทยมาแปรรูป เพิ่มมูลค่า และสร้างสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศได้ แต่หัวใจสำคัญของการส่งออกไม่ใช่เพียงการหาลูกค้า ผู้ประกอบการต้องเข้าใจตั้งแต่
สินค้า → ตลาด → HS Code → กฎหมายอาหาร → สถานที่ผลิต → ฉลาก → เอกสาร → ศุลกากร → ขนส่ง → Incoterms
โดยเฉพาะเรื่องกฎหมายของประเทศปลายทาง ควรตรวจสอบ ก่อนรับคำสั่งซื้อและก่อนผลิตสินค้าเพื่อส่งออก หากเตรียมทุกอย่างอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน เอกสารไม่ครบ สินค้าติดด่าน และต้นทุนที่ไม่คาดคิด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสินค้าส่งออก ผลไม้อบแห้งจึงเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่น่าสนใจ และสามารถต่อยอดจากจุดแข็งด้านวัตถุดิบและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่ตลาดโลกได้
